เข้าสู่กลางเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้ หลายพื้นที่เริ่มเตรียมดิน เตรียมแปลงกันแล้วใช่ไหมครับ? แต่ปีนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้มาตรการจัดการฝุ่นภาคการเกษตรฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเต็มตัว หากใครยังจัดการเศษวัสดุด้วยวิธีเดิมๆ อาจกระทบสิทธิ์ที่เกษตรกรควรได้รับ วันนี้เกษตรสัญจรขอมาเจาะลึกสิ่งที่ต้องระวังในช่วงนี้ ซึ่งมีระเบียบสำคัญที่ส่งผลต่อการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ทุกคนควรรู้ครับ
.
1. ช่วงเวลาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ (1 ก.พ. - 31 มี.ค. 69)
ตอนนี้เราอยู่ในช่วงประกาศควบคุมสูงสุดครับ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่ขอความร่วมมือจากหัวใจให้ "งดการเผา" ในพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเผาตอซัง ฟางข้าว หรือใบอ้อย เพราะช่วงนี้ดาวเทียมจับตาดูพิกัดแปลงนาทั่วไทยตลอด 24 ชั่วโมงครับ
.
2. เผาแล้วอาจกระทบสิทธิ์ สรุปสิทธิประโยชน์ที่อาจหายไป
ระเบียบใหม่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่ขอความร่วมมือ แต่เชื่อมโยงกับ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ หากตรวจพบประวัติการเผาในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบดังนี้
- เงินอุดหนุนรายปี โครงการช่วยเหลือต่างๆ เช่น ค่าบริหารจัดการผลผลิต (ค่าเก็บเกี่ยว) หรือเงินช่วยลดต้นทุนการผลิต อาจถูกระงับสิทธิ์ทันที
- สิทธิ์การรับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยคนละครึ่ง หรือเมล็ดพันธุ์ราคาถูกที่รัฐจัดสรรให้ อาจขัดต่อคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ
- ระยะเวลาการถูกระงับสิทธิ์ หากมีชื่อในฐานข้อมูลผู้ที่มีประวัติการเผา ท่านจะเสียสิทธิ์ในการรับความช่วยเหลือไปนานถึง 2 ปีเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ไปจนถึง 31 มีนาคม 2571)
(หมายเหตุ ยกเว้นเฉพาะเงินเยียวยาภัยพิบัติฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม หรือภัยแล้ง ที่ยังได้รับตามปกติครับ)
.
3. ตรวจสอบแม่นยำด้วยดาวเทียมและคนในพื้นที่
ปัจจุบันมีระบบตรวจสอบที่แม่นยำมากขึ้น เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก ภาพถ่ายดาวเทียม (Burn Scar) จะระบุพิกัด "จุดความร้อน" และ "ร่องรอยการเผา" ได้แบบรายแปลง ข้อมูลจากดาวเทียมจะส่งตรงไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อประสานงานกับผู้นำชุมชนในการยืนยันตัวตนเกษตรกรเจ้าของสิทธิ์พิกัดนั้นๆ ทันทีครับ
.
4. เคลียร์ชัด! "เผาในบ้าน" ผิดระเบียบเกษตรกรไหม?
เป็นคำถามที่ถามเข้ามาเยอะมากครับ สำหรับการจัดการเศษใบไม้ขยะในเขตที่พักอาศัย
- ในมุมสิทธิ์เกษตรกร ระบบตรวจสอบเน้นพิกัดแปลงนาหรือที่ทำกินเป็นหลักครับ
- ในมุมกฎหมายชุมชน แม้อาจจะไม่กระทบสิทธิ์เกษตรกรโดยตรง แต่การจัดการด้วยไฟในที่โล่งในเขตชุมชนจนสร้างฝุ่นและควันรบกวนผู้อื่น มีความผิดตามกฎหมายสาธารณสุขและระเบียบท้องถิ่น ซึ่งมีโทษปรับที่ค่อนข้างสูง และหากลุกลามจนคุมไม่ได้ ก็จะมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้นครับ "เลี่ยงได้เลี่ยง สบายใจที่สุด"
.
แนวทาง "รอด" สำหรับเกษตรกรยุคใหม่
รัฐบาลไม่ได้ห้ามอย่างเดียวครับ แต่พร้อมสนับสนุนช่องทางอื่นที่คุ้มค่ากว่า เช่น
1. การไถกลบตอซัง เป็นการ "ฝังปุ๋ยลงดิน" ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้โปร่ง ระบายน้ำดี และลดการใช้ปุ๋ยเคมีในรอบถัดไปได้จริง
2. การอัดก้อนฟาง ปัจจุบันฟางข้าวมีค่ามากครับ นำไปขายให้ฟาร์มปศุสัตว์หรือโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นการเปลี่ยนขยะให้เป็นเงินสดเข้ากระเป๋า
3. การทำปุ๋ยหมัก รวบรวมเศษวัสดุมาหมักด้วยน้ำหมักชีวภาพ ได้ปุ๋ยชั้นดีไว้ใช้เอง ลดต้นทุนได้มหาศาล
.
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้ ต้องตั้งสติและดูแลแปลงกันให้ดีครับ เพราะเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันหมายถึงความรับผิดชอบที่ต้องเข้มงวดมากขึ้น หากเผลอทำตามความเคยชินเพียงชั่วครู่ อาจกลายเป็นการปิดโอกาสในการรับเงินช่วยเหลือและโครงการดีๆ ที่ภาครัฐตั้งใจจัดสรรมาให้ต่อเนื่องถึง 2 ปีเต็ม การหยุดใช้ไฟในที่นาไม่ใช่แค่การทำตามกฎ แต่คือการกอดสิทธิประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ให้แน่น พร้อมกับการคืนชีวิตให้หน้าดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อการทำเกษตรที่ยั่งยืนและสบายใจไปอีกนานครับ