สยบรากเน่าโคนเน่าในทุเรียน
ทุเรียน เป็นไม้ผลเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ภาคตะวันออก สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนมายาวนาน เช่นเดียวกับโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน ที่ยังคงเป็นปัญหาสร้างความเสียหายต่อผลผลิตคุณภาพทุเรียน จนเป็นโรค
ประจำถิ่นของพื้นที่ภาคตะวันออก เนื่องจากมีการแพร่ระบาดมาอย่างต่อเนื่อง เชื้อราไฟทอปธอร่าสามารถอาศัยอยู่ในดินและในส่วนของพืชที่เป็นโรคได้เป็นระยะเวลานาน การกำจัดโรคนี้ออกจากพื้นที่จึงไม่สามารถดำเนินการได้ แต่เกษตรกรสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ด้วยหลักการควบคุมโรคพืช ได้แก่ การพัฒนาสร้างความสมบูรณ์ ให้พืชแข็งแรงต้านทานโรคได้ ปรับสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะต่อการเกิดโรคพืช และรบกวนให้เชื้อโรคพืชอ่อนแอไม่สามารถเข้าทำลายพืชได้ สามารถสรุปปัจจัยความสำเร็จของเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนด้วยวิธีผสมผสาน ดังนี
1) การวิเคราะห์ดิน เป็นการปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช ช่วยให้พืชมีความแข็งแรง โดยใช้ ผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อได้คำแนะนำในการปรับปรุงดินและการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง ปรับให้อยู่ในค่าที่
เหมาะสมต่อการปลูกทุเรียน คือ 5.5 - 6.5 ทั้งนี้ความเป็นกรด-ด่างของดินที่พบโรคมักมีค่าประมาณ 4 - 4.5
2) การเขตกรรม โดยการจัดการสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะต่อการแพร่ระบาดของเชื้อราไฟทอปธอร่า โดยการปรับพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วมขังโคนต้น การตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออก และการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งแสงแดดส่องถึงโคนต้น
3) การสำรวจโรค เป็นการปฏิบัติงานที่ควรทำเป็นประจำ เพื่อการจัดการโรคตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ และ ควบคุมการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของโรค และรักษาโรคให้สภาพต้นฟื้นฟูได้เร็ว
4) การใส่จุลินทรีย์ปฏิปักษ์หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อโรค เปรียบเทียบได้ เสมือนเป็นทหารป้องกันรากทุเรียนได้การคัดเลือกจุลินทรีย์ที่จะนำมาใช้ ให้คำนึง (1) ประสิทธิภาพของเชื้อที่ผ่าน
งานวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพโดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ (2) เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย หากเป็นหัวเชื้อ ควรมีขั้นตอนการผลิตไม่ยุ่งยาก วัตถุดิบหาง่ายในพื้นที่ ราคาหัวเชื้อไม่แพง หากเป็นชีวภัณฑ์สำเร็จรูป ต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร มีการระบุปริมาณเชื้อและระบุวันหมดอายุชัดเจนบน ฉลาก หาซื้อง่ายในพื้นที่ (3) ควรศึกษาข้อจำกัดของเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่จะนำมาใช้ ศึกษาวิธีการใช้ ระยะเวลาที่ใช้ เช่น ฉีดพ่นได้เฉพาะช่วงแดดอ่อนเวลาเย็น อ่อนแอต่อสารเคมีชนิดใด ข้อควรระวังในการใช้ เป็นต้น ทั้งนี้การใช้จุลินทรีย์ที่มีชีวิตทุกชนิด จำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารของจุลินทรีย์ นั่นคือปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยคอกเก่าปุ๋ยหมักที่ผ่านกระบวนการหมักสมบูรณ์ หรือปุ๋ยอินทรีย์ปั้นเม็ดพร้อมใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์แล้ว ยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืชได้
5. การฟื้นฟูระบบราก เป็นกระบวนการเพื่อรักษาและกระตุ้นการสร้างรากฝอยของต้นทุเรียน ส่งเสริม การแตกใบอ่อน เพื่อให้ต้นที่ทรุดโทรมกลับฟื้นคืนให้ผลผลิตได้ ถือเป็นหัวใจหลักของกระบวนการรักษาต้นทุเรียนที่ พบแสดงอาการทรุดโทรมจากการเข้าทำลายของโรครากเน่าโคนเน่า ให้เริ่มต้นรักษาด้วยการฟื้นฟูระบบรากจากนั้นรักษาแผลที่โคน ลำต้นและกิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยหลักการหากต้นทรุดโทรมมากให้รักษาโรคด้วยการลด ปริมาณเชื้อโรคในระบบรากด้วยการราดด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อราในกลุ่มเมทาแลกซิล กลุ่มแคพตาโฟล หรือกลุ่ม เทอร์ราโซล ผสมกับปุ๋ยเกล็ด 15-30-15 ที่มีธาตุรองและธาตุเสริมร่วมด้วย อัตรา 60 กรัม ร่วมกับกรดฮิวมิค อัตรา 100 - 200 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วทรงพุ่มทุกสัปดาห์ ติดต่อกัน 3 - 4 สัปดาห์ ภายหลังการราดสารเคมี ไม่น้อยกว่า 7 วันจึงราดด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 100 กรัมเชื้อสดต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา
ผสมรำข้าว 10 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 40 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วทรงพุ่ม และใส่ไตรโดเดอร์มาเพิ่มในดินสม่ำเสมอทุก 2 เดือน เพื่อลดปริมาณเชื้อราไฟทอปธอร่าลง หรือ ราดสารด้วยสารเคมีก่อน ภายหลังการราดสารเคมีไม่น้อยกว่า 7 วัน ให้ราดด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา ชนิดเชื้อสด อัตรา 100 กรัมเชื้อสด ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมกรดฮิวมิค 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารทั้ง 3 ชนิดเข้ากันราดให้ทั่วบริเวณรอบทรงพุ่ม ทั้งนี้สามารถใช้ เศษวัสดุ เช่น เศษหญ้าหว่านรอบทรงพุ่ม โรยทับด้วยปุ๋ยคอกจะช่วยกระตุ้นการสร้างรากฝอยได้ดี
6) การรักษาโรคที่แผล กิ่งและโคนต้นด้วยสารเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็น โรคออกออกเล็กน้อย เพื่อให้เห็นขอบแผลชัดเจน จากนั้นใช้มีดหรือขวานสับเป็นทางยาวขนานลำต้น ทาแผลด้วย
สารเคมี เช่น ฟอสอีทิล อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 80 - 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 50 - 60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ เบนนาแลกซิล 8% + แมนโคเซบ 65% WP อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ ไดเมโทมอร์ฟ 9% + แมนโคเซบ 60% WP อัตรา 120 - 180 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ โอฟูเรซ 50% WP อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทาสารเคมีสลับกับเชื้อราไตรโคเดอร์มาซ้ำทุก 15 - 20 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง ทั้งนี้สามารถ
กระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคได้ด้วยการฝังเข็มด้วยกรดฟอสฟอรัสอัดฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งใหญ่ บริเวณตรงข้ามกับส่วนที่เป็นโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดี ใกล้บริเวณที่เป็นแผล โดยผสมสารเคมีอัตรา 1:1 หรือ สารเคมี 10 ซีซี ผสมน้ำสะอาด 10 ซีซี ใส่ในกระบอกฉีดยาอีดฉีดเข้าลำต้นโดยแนะนำให้ฝังเข็ม 2 ครั้งต่อปี หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตและ ก่อนออกดอก
7) ใช้แนวทางการรักษาข้อ 1 - 6 ข้างต้น ผสมผสานร่วมกับเทคโนโลยีในพื้นที่ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่นน้ำหมักเปลือกมังคุด เป็นทางเลือกเพื่อลดการใช้สารเคมีและลดปัญหาสารเคมีดื้อยาได้