กินดี ทำเอง ขายเอง
การเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต ไม่เพียงส่งผลดีต่อสุขภาพ หากยังจุดประกายให้ สุขใจ พลิกชีวิตตัวเองสู่อาชีพเกษตรกรเต็มตัวเมื่อปี 2560
“ช่วงที่ดูแลสุขภาพ อาหารที่เรากินก็พวกผัก เราก็ได้ดูผักตามตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็คิดว่าอยากทำบ้าง เรามีที่ดินอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจากไป ไม่ได้กลับมาดูแล ก็วางแผนว่าสักวันจะกลับมาทำ แต่จะไม่เอาเรื่องเคมี ต้องการให้สิ่งดีๆ กับชีวิต เราต้องการดูแลสุขภาพตัวเองและดูแลแม่ ถ้าทำเกษตร เราจะทำยังไงให้เราอยู่ได้ด้วย
ที่บ้านแม่ก็ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง เรื่องเกษตรอินทรีย์ไม่มีใครทำ เรามีที่ดินแต่ทำไม่เป็น ก็ใช้เวลาเตรียมตัวเกือบปี หาความรู้จากยูทูป จากกูเกิล ทั้งเรื่องการสร้างโรงเรือน เกษตรอินทรีย์เป็นยังไง วิธีการปลูก หาข้อมูลไว้ แล้วก็เก็บเงินเพื่อสำรองไว้ตอนมาทำเกษตร การทำเกษตรช่วงแรกจะยังไม่มีรายได้ ยังไม่รู้ว่าจะขายใคร ตลาดเป็นอย่างไร แต่ในชีวิตประจำวันยังต้องกินต้องใช้ เราก็ต้องสำรองเงินในส่วนนี้ไว้และอีกส่วนสำหรับการลงทุนเบื้องต้น”
โรงเรือนปลูกผักหลังคาโค้งขนาดย่อมเป็นเครื่องมือแรกที่ สุขใจ ลงมือสร้างตามความรู้ที่ได้จากยูทูป เพื่อปลูก ผักกาดจ้อน พืชผักที่นิยมบริโภคในท้องถิ่น
“เป็นเพราะความไม่รู้และความโง่ เราเข้าใจว่าทำเกษตรอินทรีย์ต้องไม่ใช้ดินเดิม เราปูพื้นด้วยพลาสติก แล้วไปซื้อดินมาใส่ในแปลง คิดว่าดินที่เขาขายมันดีแล้ว ปลูกคร็อปแรกไม่ได้อะไรเลย ความร้อนด้านบนในโรงเรือนลงมา ไอร้อนจากด้านล่างก็มี ผักตายหมด เราดูจากยูทูปแล้วก็คิดว่าทำได้ ไม่ได้ไปดูงานหรือศึกษาจากพื้นที่จริง ดูแต่ในสื่อ มันมีหลายๆ อย่างที่เราไม่รู้ พอคร็อปแรกพัง ใจก็ยังสู้ รื้อพลาสติกออก ปรุงดินใหม่ ใส่ขี้วัวขี้ควายเข้าไป คร็อปสองเริ่มมีคำว่า “อ๋อ” เริ่มเห็นผลและก็ได้เรียนรู้ ผลผลิตออกมาสวย ต้นอวบ ได้เต็มแปลง ตอนนั้นได้ประมาณ 1,000 ต้น ก็ตัดไปขายในตลาดชุมชน”
ด้วยเป็นผักท้องถิ่นที่ชาวบ้านนิยม พ่อค้าแม่ค้าในตลาดวางขายผักกาดจ้อนมัดละ 5 บาท ขณะที่มือใหม่หัดปลูกและหัดขายตั้งราคาที่มัดละ 10 บาท พร้อมกับตั้งป้ายแนะนำ “สุขใจฟาร์ม ผักเกษตรอินทรีย์”
“แต่ก่อนเราเป็นผู้บริโภคที่ซื้อผักอินทรีย์ เราก็คิดว่าราคาขายต้องมีมูลค่าจากการดูแลที่ยากกว่า เราขายมัดละ 10 บาท มี 4-5 ต้น ราคาและปริมาณเท่านี้ก็น่าจะเหมาะสมกับต้นทุนที่เราผลิต แล้วเราตั้งใจบอกผ่านป้ายว่าเราปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ ใช้โรงเรือนแบบนี้ นานๆ ทีก็มีลูกค้าเข้ามาซื้อ อาจจะเห็นผักของเราต้นอวบกว่าร้านอื่น บางคนก็อยากชิมว่ารสชาติเป็นยังไง วันนั้นก็คิดว่าขายไม่หมด แต่อาจเป็นความโชคดี มีข้าราชการที่เกษียณแล้ว เห็นป้ายเรา ก็มาพูดคุย แล้วเด็ดผักเรากิน แล้วก็ให้เรากิน ถ้าเป็นอินทรีย์จริง คนปลูกก็ต้องกล้ากิน เราไม่ลังเลที่จะกิน เขาก็เลยมั่นใจและถามถึงวิธีการปลูก แล้วก็เหมาหมดเลย… ใจเราฟูขึ้น มีคนอย่างนี้จริงๆ ที่แสวงหาผักแบบนี้ เราเองต้องการทำเรื่องสุขภาพ ลูกค้าที่ต้องการแบบนี้ก็มีอยู่จริง เราก็ต้องทำให้ตอบสนองกลุ่มนี้”