จากไร่หมุนเวียนสู่กาแฟใต้ร่มป่า ดอยม่อนล้านกำลังเปลี่ยนวิถีเกษตรบนพื้นที่สูง ให้การสร้างรายได้เดินคู่กับการดูแลดิน น้ำ และป่า กาแฟอาราบิก้าจึงไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเกษตรที่อยู่ร่วมกับไม้ป่าและไม้ร่มเงาได้อย่างลงตัว เรื่องราวของ “กาแฟอาข่าอาบูหญ่า” สะท้อนการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ จากสวนกาแฟ 5 ไร่ ผลผลิตกาแฟสดราว 2 ตันต่อปี เชื่อมต่อสู่ตลาดคุณภาพ พร้อมต่อยอดสู่เกษตรท่องเที่ยวและธรรมชาติ เพราะการพัฒนาพื้นที่สูงวันนี้ ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ป่า” กับ “รายได้” แต่คือการทำให้ทั้งสองเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
บนพื้นที่สูงของดอยม่อนล้าน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ภาพของการทำเกษตรไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปลูกพืชให้ได้ผลผลิต แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่การจัดการพื้นที่ที่ต้องคิดถึงทั้งดิน น้ำ ป่า และรายได้ของคนในชุมชนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้าที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ และเป็นตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตร จากอดีตที่เคยพึ่งพาไร่หมุนเวียน มาสู่การเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ หนึ่งในเกษตรกรที่เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน คือ คุณสุพจน์ หมื่นแลก เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ บ้านอาบอน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แบรนด์ “กาแฟอาข่าอาบูหญ่า” ปัจจุบันทำสวนกาแฟบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ มีต้นกาแฟราว 2,000 ต้น และมีประสบการณ์ปลูกกาแฟมานานประมาณ 13 ปี พื้นที่สวนอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200-1,400 เมตร ลักษณะพื้นที่ลาดชันเล็กน้อย โดยปลูกกาแฟอาราบิก้ากลุ่มคาติมอร์ร่วมกับไม้ร่มเงา ทั้งแมคคาเดเมีย กล้วย และไม้ป่า “เมื่อก่อนเราปลูกกาแฟในพื้นที่โล่ง พอเจอแดดจัด ต้นกาแฟก็อยู่ไม่ไหว บางครั้งยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวก็แห้งตาย พอสถานีฯ แนะนำให้ลองปลูกไม้ผลและไม้ป่าเป็นร่มเงา เราจึงทดลองทำ แล้วพบว่ากาแฟอยู่ได้นานขึ้น ต้นสมบูรณ์ขึ้น และสามารถให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องกว่าเดิม”คุณสุพจน์ เล่าว่า ก่อนที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดอยม่อนล้าน จะเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้วยการทำไร่หมุนเวียน ทั้งข้าวไร่ ข้าวโพด รวมถึงพืชที่สร้างปัญหาต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างฝิ่น การทำเกษตรในลักษณะดังกล่าวทำให้พื้นที่ป่าและต้นน้ำได้รับผลกระทบตามมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2547 เมื่อมีการจัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้าน พร้อมนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ถูกต้องเข้ามาถ่ายทอดให้กับชุมชน โดยเน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน ลดการพึ่งพาการทำไร่หมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปศึกษาเรียนรู้จากแปลงสาธิตและพื้นที่จริง ก่อนนำองค์ความรู้กลับมาปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง ต่อมาในปี 2550 ทางสถานีฯ ได้สนับสนุนต้นกล้ากาแฟสายพันธุ์เชียงใหม่ 80 ให้กับชาวบ้านครัวเรือนละประมาณ 400 ต้น เกษตรกรบางส่วนขยายพันธุ์ต้นกาแฟด้วยตนเอง ขณะที่บางส่วนจัดหาต้นพันธุ์เพิ่มเติมจากแหล่งอื่น จนกาแฟเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเกษตรบนพื้นที่สูงของชุมชน “การปลูกกาแฟไม่ได้หมายถึง การเปลี่ยนพืชเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการพื้นที่ด้วย จากเดิมที่ต้องเปิดพื้นที่ให้โล่งเพื่อปลูกพืช กลายเป็นการรักษาต้นไม้ใหญ่ และเพิ่มไม้ร่มเงาเข้าไปในสวน กาแฟเลยไม่ได้ถูกปลูกแบบแยกออกจากธรรมชาติ แต่เติบโตอยู่ภายใต้โครงสร้างของป่า“ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ได้ปลูกไม้ป่าที่สามารถให้ประโยชน์ในระยะยาว เช่น ไม้ก่อ และไม้พื้นถิ่นอื่นๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับพื้นที่ ขณะเดียวกันเศษใบไม้และวัสดุอินทรีย์ที่ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน ก็สามารถย่อยสลายกลับมาเป็นอินทรียวัตถุ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเติบโตของกาแฟ แนวคิดนี้กำลังต่อยอดไปสู่ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนารูปแบบการปลูกกาแฟใต้ป่า ควบคู่กับการดูแลพื้นที่และป้องกันไฟป่า เพราะสำหรับคนบนพื้นที่สูง ป่ากับกาแฟไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งกัน หากมีการออกแบบระบบการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งสองสิ่งสามารถอยู่ร่วมกันและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้ ในด้านการผลิตให้ได้เมล็ดกาแฟคุณภาพ คุณสุพจน์ บอกว่า ใช้ระบบน้ำฝนเป็นหลัก โดยไม่มีระบบชลประทานในสวน การดูแลเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ด้วยการกำจัดวัชพืชและพรวนดิน ก่อนใส่ปุ๋ยรอบแรก ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้นช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมจะกลับมากำจัดวัชพืชอีกครั้ง โดยเน้นบริเวณรอบโคนต้นและตัดหญ้าทั่วทั้งสวน ก่อนใส่ปุ๋ยรอบที่ 2 ช่วงปลายเดือนตุลาคมด้วยสูตร 15-15-15 ผสมกับ13-13-21 “เมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ในช่วงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ผลกาแฟจะทยอยสุกต่อเนื่องไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม วิธีเก็บเกี่ยวเป็นแบบ Selective Picking หรือการเลือกเก็บเฉพาะผลที่สุกแดงทีละผล ช่วยให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอมากขึ้น“ ผลผลิตในฤดูกาลล่าสุด อยู่ที่ประมาณ 2,000 กิโลกรัมของผลกาแฟสดต่อปี ก่อนนำมาแปรรูปเบื้องต้นภายในสวนเป็นกาแฟกะลา หรือ Parchment ซึ่งกาแฟที่ผ่านการคั่วแล้ว ราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท โดยราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไก
ช่องทางจำหน่ายหลักยังเป็นการส่งตรงให้โรงงานและโรงคั่ว ซึ่งช่วยให้ผลผลิตสามารถเชื่อมต่อกับตลาดได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางหลายขั้นตอน ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ในชุมชนเริ่มใช้ช่องทางออนไลน์เข้ามาเสริม ทั้ง Facebook และ TikTok โดยบางรายเปิดขายเป็นรอบหรือใช้การไลฟ์สด ขณะที่บางรายเลือกเชื่อมโยงกับผู้รับซื้อและบริษัทที่มีตลาดอยู่แล้วอย่างไรก็ตาม การทำสวนกาแฟบนพื้นที่สูงยังมีโจทย์ที่ต้องรับมือ โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดด้านระบบน้ำ เพราะปัจจุบันสวนของคุณสุพจน์ยังพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้ผลผลิตและการจัดการสวนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสภาพอากาศ