จากร้านขายส่ง–ขายปลีกเล็กๆ 1 คูหาในปากคลองตลาดเมื่อกว่า 70 ปีก่อน “ไพศาลเจริญ” ค่อยๆ เติบโตผ่านการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากธุรกิจค้าผัก สู่โรงงานคัด ตัดแต่งผักสดที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ และส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิตอาหารขนาดใหญ่วันนี้ธุรกิจเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 โดยมี คุณมายด์-มาธวี ติลกเรืองชัย เข้ามารับช่วงต่อ พร้อมกับความท้าทายสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือ การรักษารากฐานและสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองหาวิธีพาธุรกิจให้เติบโตและก้าวต่อไปให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของคุณมายด์ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวตั้งแต่แรก เพราะเธอเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม และไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจผักหรือการบริหารโรงงานโดยตรง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อป่วย ขณะที่น้องๆ ยังคงอยู่ในวัยเรียน คุณมายด์จึงกลายเป็นคนที่สามารถกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวได้ในเวลานั้น
แรกเริ่มเธอตั้งใจเพียงเข้ามาช่วยประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง จากภารกิจชั่วคราวกลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางที่ยาวนาน และพาเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างเต็มตัวจนถึงวันนี้ “ตอนแรกตั้งใจแค่เข้ามาช่วยประคองให้ธุรกิจมันรันต่อไปได้ แต่พอเราเริ่มจับจุดได้ คุณพ่อก็ปล่อยให้ทำเลย แล้วก็ยาวเลยค่ะ” คุณมายด์ กล่าว
00:18
01:02
Unmute
Powered by
GliaStudios
น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของคุณมายด์ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวตั้งแต่แรก เพราะเธอเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม และไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจผักหรือการบริหารโรงงานโดยตรง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อป่วย ขณะที่น้องๆ ยังคงอยู่ในวัยเรียน คุณมายด์จึงกลายเป็นคนที่สามารถกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวได้ในเวลานั้น
แรกเริ่มเธอตั้งใจเพียงเข้ามาช่วยประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง จากภารกิจชั่วคราวกลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางที่ยาวนาน และพาเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างเต็มตัวจนถึงวันนี้ “ตอนแรกตั้งใจแค่เข้ามาช่วยประคองให้ธุรกิจมันรันต่อไปได้ แต่พอเราเริ่มจับจุดได้ คุณพ่อก็ปล่อยให้ทำเลย แล้วก็ยาวเลยค่ะ” คุณมายด์ กล่าวเมื่อคนอายุ 24 ต้องก้าวขึ้นมาบริหารธุรกิจครอบครัว การกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวอาจดูเหมือนเป็นเส้นทางที่มีต้นทุนเดิมวางไว้อยู่แล้ว แต่สำหรับ คุณมายด์ การก้าวเข้ามาบริหารธุรกิจในวัยเพียง 24 ปี กลับเต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดัน แม้เธอจะเติบโตมากับโรงงานและรู้มาตลอดว่าครอบครัวทำธุรกิจนี้ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เข้ามาคลุกคลีกับงานอย่างจริงจัง โรงงานจึงเป็นเพียงสถานที่ที่คุ้นเคยจากความทรงจำ มากกว่าจะเป็นพื้นที่ที่เธอเข้าใจระบบการทำงานความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเธอต้องเข้ามาทำงานร่วมกับคนเก่าที่อยู่กับโรงงานมานาน หลายคนมีประสบการณ์มากกว่าเธอหลายเท่า โจทย์สำคัญจึงไม่ได้มีเพียงการเรียนรู้ระบบหรือบริหารธุรกิจ แต่คือการทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ “เชื่อ” ในตัวผู้บริหารรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่า “กดดันทุกจุดค่ะ เพราะตอนนั้นเราเข้ามาแบบไม่รู้เรื่องเลย ทุกอย่างมันมีมาแล้ว โรงงานก็มีระบบ มีมาตรฐานอยู่แล้ว ความท้าทายคือเราต้องทำงานกับคนเก่าให้ได้ ทำยังไงให้เขาเชื่อเรา” คุณมายด์ กล่าว แทนที่จะพยายามวางตัวในฐานะผู้บริหาร คุณมายด์เลือกวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น คือ ลงมือทำไปพร้อมกับคนในโรงงาน โดยใช้วิธีการทำงานแบบ Hands-on เข้าไปเรียนรู้จากหน้างาน ทำงานร่วมกับทีม และเมื่อไม่รู้ก็เลือกที่จะถามตรงๆ พร้อมยอมรับว่าตัวเองยังไม่มีประสบการณ์ โดยเปิดโอกาสให้คนที่ทำงานมาก่อนช่วยสอน คุณมายด์ เล่าว่า “ให้เขาเห็นว่าเราตั้งใจมาทำ มาช่วยนะ เราไม่รู้ก็บอกเลย ให้เขาช่วยสอน” วิธีการทำงานที่ไม่ได้พยายามแสดงตัวว่า “รู้ทุกอย่าง” กลับกลายเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะทำให้คนในองค์กรเห็นถึงความตั้งใจและความพร้อมที่จะเรียนรู้ของผู้บริหารรุ่นใหม่ จากความไม่คุ้นเคยในวันแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และท้ายที่สุดกลายเป็นความไว้วางใจ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวว่า การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกเรื่องตั้งแต่วันแรก แต่ต้องพร้อมเรียนรู้ และทำให้คนรอบข้างเห็นว่าเราเดินไปกับเขา จากธุรกิจซื้อมาขายไป สู่การค้นพบว่า “ข้อมูล” คือของสำคัญ ในช่วงประมาณ 6 เดือนแรก คุณมายด์ยอมรับว่าเธอยังไม่เข้าใจธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งนัก เพราะเมื่อมองจากภายนอก ธุรกิจอาจดูเหมือนการรับผักจากเกษตรกรแล้วส่งต่อให้ลูกค้า แต่เมื่อได้ลงไปทำงานกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เธอกลับพบว่าเบื้องหลังผักแต่ละหัวมีระบบการจัดการที่ซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่อง “มาตรฐาน” และ “ข้อมูล” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไพศาลเจริญให้ความสำคัญกับการทำงานด้านมาตรฐานการผลิตและทำงานร่วมกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นหนึ่งในผู้ที่เริ่มนำระบบ GAP เข้ามาใช้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Global Brand ที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่สิ่งที่คุณมายด์ค้นพบเมื่อเข้ามาทำงาน คือ บริษัทไม่ได้ขาดข้อมูลเลย ตรงกันข้าม กลับมีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายสิบปี เพียงแต่ข้อมูลเหล่านั้นยังถูกเก็บอยู่ในรูปแบบเอกสารและการจดบันทึกด้วยมือ คุณมายด์ เล่าว่า “เรามี System ที่เจ๋งมาก แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันจดมือ จดกระดาษ แล้วไม่ได้เอามาวิเคราะห์หรือใช้ต่อยอด” สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี สิ่งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่คุณมายด์มองเห็น เพราะข้อมูลที่สะสมมานาน หากถูกนำมาจัดระบบ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ก็สามารถเปลี่ยนจากเพียง “บันทึกในอดีต” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับวางแผนอนาคตได้ จากจุดนั้น Data และ AI จึงค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในธุรกิจ โดยนำข้อมูลย้อนหลังมารวบรวมและวิเคราะห์ เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและคาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ทั้งจากสภาพอากาศ ฤดูกาล และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ “พอเรามีข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปี มันช่วยเราได้ ส่วนมากเอามาช่วยประเมินความเสี่ยง แล้วก็ความแม่นยำของพืชผลทางการเกษตร” คุณมายด์ กล่าว จากเดิมที่มองว่าธุรกิจนี้เป็นเพียงการ “ซื้อมาแล้วขายไป” การลงมือทำจริงกลับทำให้เธอเห็นว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ผักที่ส่งถึงมือลูกค้า แต่อยู่ที่ข้อมูลเบื้องหลังการผลิตทุกขั้นตอน และเมื่อข้อมูลเหล่านั้นถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอน และตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น
จากธุรกิจซื้อมาขายไป สู่การค้นพบว่า “ข้อมูล” คือของสำคัญ ในช่วงประมาณ 6 เดือนแรก คุณมายด์ยอมรับว่าเธอยังไม่เข้าใจธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งนัก เพราะเมื่อมองจากภายนอก ธุรกิจอาจดูเหมือนการรับผักจากเกษตรกรแล้วส่งต่อให้ลูกค้า แต่เมื่อได้ลงไปทำงานกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เธอกลับพบว่าเบื้องหลังผักแต่ละหัวมีระบบการจัดการที่ซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่อง “มาตรฐาน” และ “ข้อมูล” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไพศาลเจริญให้ความสำคัญกับการทำงานด้านมาตรฐานการผลิตและทำงานร่วมกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นหนึ่งในผู้ที่เริ่มนำระบบ GAP เข้ามาใช้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Global Brand ที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่สิ่งที่คุณมายด์ค้นพบเมื่อเข้ามาทำงาน คือ บริษัทไม่ได้ขาดข้อมูลเลย ตรงกันข้าม กลับมีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายสิบปี เพียงแต่ข้อมูลเหล่านั้นยังถูกเก็บอยู่ในรูปแบบเอกสารและการจดบันทึกด้วยมือ คุณมายด์ เล่าว่า “เรามี System ที่เจ๋งมาก แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันจดมือ จดกระดาษ แล้วไม่ได้เอามาวิเคราะห์หรือใช้ต่อยอด”สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี สิ่งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่คุณมายด์มองเห็น เพราะข้อมูลที่สะสมมานาน หากถูกนำมาจัดระบบ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ก็สามารถเปลี่ยนจากเพียง “บันทึกในอดีต” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับวางแผนอนาคตได้ จากจุดนั้น Data และ AI จึงค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในธุรกิจ โดยนำข้อมูลย้อนหลังมารวบรวมและวิเคราะห์ เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและคาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ทั้งจากสภาพอากาศ ฤดูกาล และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ “พอเรามีข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปี มันช่วยเราได้ ส่วนมากเอามาช่วยประเมินความเสี่ยง แล้วก็ความแม่นยำของพืชผลทางการเกษตร” คุณมายด์ กล่าวจากเดิมที่มองว่าธุรกิจนี้เป็นเพียงการ “ซื้อมาแล้วขายไป” การลงมือทำจริงกลับทำให้เธอเห็นว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ผักที่ส่งถึงมือลูกค้า แต่อยู่ที่ข้อมูลเบื้องหลังการผลิตทุกขั้นตอน และเมื่อข้อมูลเหล่านั้นถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับความไม่แน่นอน และตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น
เมื่อ “ผักหนึ่งหัว” ต้องตอบได้ว่ามาจากไหน สำหรับไพศาลเจริญ การควบคุมคุณภาพไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผักเดินทางมาถึงโรงงาน แต่เริ่มตั้งแต่ก่อนเมล็ดจะถูกหว่านลงดิน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่เพาะปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ ไปจนถึงการกำหนดวิธีการผลิตให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด บริษัทเข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง ทั้งให้คำแนะนำเรื่องพื้นที่ปลูก สายพันธุ์ที่เหมาะสม และสเปกของผลผลิตที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงติดตามการผลิตและลงพื้นที่ตรวจแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเก็บเกี่ยว เพื่อให้มั่นใจว่าผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานที่กำหนด คุณมายด์มองว่า การทำงานรูปแบบนี้ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ซื้อกับผู้ขาย” แต่เป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะในขณะที่เกษตรกรต้องเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร บริษัทเองก็มีหน้าที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตผลลัพธ์นั้นได้จริง ตั้งแต่คำแนะนำเรื่องการใช้สารต่างๆ การบันทึกวันเพาะเมล็ด วันปลูก และวันเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการติดตามข้อมูลจากแปลงอย่างสม่ำเสมอ ทุกขั้นตอนล้วนมีความสำคัญ เพราะหากต้องการให้ระบบสามารถ “ตรวจสอบย้อนกลับ” ได้ ข้อมูลต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอเก็บข้อมูลเมื่อผลผลิตเดินทางมาถึงโรงงาน ดังนั้น ผักหนึ่งหัวที่วางอยู่บนชั้นขาย จึงไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องสามารถย้อนกลับไปตอบได้ว่า ปลูกที่ไหน ใครเป็นผู้ปลูก ใช้กระบวนการผลิตอย่างไร และผ่านการควบคุมมาตรฐานมาแล้วแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งลูกค้าและผู้บริโภค
จีนแข็งแรงเรื่อง “สเกล” แต่เกษตรกรไทยยังมีพื้นที่ให้แข่งขัน เมื่อพูดถึงการแข่งขันกับผักจากจีน คุณมายด์มองอย่างตรงไปตรงมาว่า เกษตรกรไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับจีนด้วยเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว เพราะจีนมีข้อได้เปรียบด้านขนาดการผลิต หรือ “สเกล” ที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากและควบคุมต้นทุนได้ดี แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอมองว่าไทยยังมีโอกาสสร้างความแตกต่างได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ความปลอดภัย คุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดอุตสาหกรรมอาหาร ลูกค้ารายใหญ่ไม่ได้มองเพียงวัตถุดิบที่มีราคาถูกที่สุด แต่ยังต้องการสินค้าที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผลผลิตมาจากไหน ผ่านกระบวนการผลิตอย่างไร และมีการควบคุมคุณภาพในแต่ละขั้นตอนหรือไม่ “ถ้าเกษตรกรไทยเริ่มทำตรงนี้ได้ มายคิดว่ายังไงลูกค้าก็จะเลือกเวย์นี้ ราคาแพงกว่านิดหน่อยไม่เป็นไร ถ้าของปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้” คุณมายด์ เล่า ดังนั้น การแข่งขันของเกษตรกรไทยจึงอาจไม่จำเป็นต้องมุ่งไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่ “ต้นทุนต่ำที่สุด” แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” ให้กับผลผลิต เพื่อให้ตลาดเห็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าของไทยจึงมีมูลค่าและสามารถขายในราคาที่สูงขึ้นได้ ในวันที่การแข่งด้านราคาอาจเป็นเกมที่ไทยเสียเปรียบ การสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือจึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เกษตรกรไทยยืนอยู่ในตลาดได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งขันด้วยราคากับผู้ผลิตรายใหญ่เพียงอย่างเดียว AI กับโจทย์ที่มากกว่าคำว่า “เทคโนโลยี” สำหรับคุณมายด์ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ธุรกิจดูทันสมัยขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิดให้เห็นข้อมูลและปัญหาที่ในอดีตอาจมองไม่เห็น เมื่อข้อมูลจากกระบวนการทำงานต่างๆ ถูกเก็บรวบรวมและนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ บริษัทสามารถมองเห็นภาพของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน จุดที่มีการสูญเสียหรือเกิด Waste ไปจนถึงกระบวนการที่ยังสามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “ถ้าเราไม่มีการเก็บข้อมูล หรือไม่มีการรวบรวม Data จาก AI เราจะไม่รู้เลยว่าตรงไหนมันรั่วบ้าง” คุณมายด์ กล่าว โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำงานกับวัตถุดิบสดอย่างภาคเกษตร ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณผลผลิต คุณภาพวัตถุดิบ และความต้องการของตลาด การมีข้อมูลที่เพียงพอและนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตามให้ทันเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจ “ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น” เพราะในโลกของการเกษตรที่หลายปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด อย่างน้อยการมีข้อมูลที่ดี ก็ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า และวางแผนรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น