เปิดลิสต์ “สมุนไพร” ตลาดต้องการ น่าปลูก ราคาดี มีช่องทางขาย
14 ก.ย. 2569
8
0
เปิดลิสต์“สมุนไพร”ตลาดต้องการน่าปลูก
เปิดลิสต์ “สมุนไพร” ตลาดต้องการ น่าปลูก ราคาดี มีช่องทางขาย

เมื่อพูดถึง “สมุนไพร” หลายคนอาจนึกถึงพืชที่ปลูกไว้ใช้ในครัวเรือน หรือสมุนไพรพื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน แต่ในวันนี้ สมุนไพรไม่ได้มีบทบาทเพียงในครัวหรือในตำรับยาเท่านั้น หากยังกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และยา ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้สมุนไพรที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดตลาดรับซื้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับซื้อผลผลิตสดจากเกษตรกร ไปจนถึงการรับซื้อสมุนไพรที่ผ่านกระบวนการล้าง หั่น ตาก หรืออบแห้ง เพื่อส่งต่อให้กับผู้แปรรูปและผู้ประกอบการ

ดังนั้น สำหรับเกษตรกรที่กำลังมองหาพืชทางเลือก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “สมุนไพรอะไรปลูกง่าย” แต่ต้องถามต่อว่า “ปลูกแล้วขายใคร และตลาดต้องการวัตถุดิบแบบไหน” ตลาดสมุนไพรปี 2569 เมื่อ “คุณภาพ” เป็นตัวกำหนดราคา ในปี 2569 ตลาดสมุนไพรยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐเองมีการปรับปรุงราคากลางยาจากสมุนไพร และประกาศฉบับใหม่ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ครอบคลุมรายการยาจากสมุนไพร 130 รายการ 

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า “ราคากลางยาจากสมุนไพร” ไม่ได้หมายความว่าเป็นราคาที่เกษตรกรจะได้รับจากการขายวัตถุดิบสดหรือแห้งโดยตรง เพราะราคาหน้าสวนและราคาลานรับซื้อขึ้นอยู่กับชนิดของสมุนไพร แหล่งผลิต คุณภาพ ปริมาณ ความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงรูปแบบการขาย

ในตลาดจริงจึงพบทั้ง สมุนไพรสด และ สมุนไพรแห้ง/อบแห้ง โดยผลผลิตที่สะอาด แห้งได้มาตรฐาน มีความชื้นเหมาะสม และมีคุณภาพสม่ำเสมอ มักมีโอกาสเข้าสู่ตลาดที่ให้ราคาดีกว่าวัตถุดิบที่ไม่ได้ผ่านการคัดคุณภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ขมิ้นชัน” ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรรายงานในปี 2569 ว่า การแปรรูปจากขมิ้นชันสดเป็นขมิ้นชันแห้ง สามารถเพิ่มราคาจากประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 230-250 บาทต่อกิโลกรัม ในกรณีของขมิ้นชันคุณภาพที่ผ่านกระบวนการแปรรูปตามความต้องการของตลาด ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า มูลค่าของสมุนไพรไม่ได้อยู่ที่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวด้วย

เปิดลิสต์ “สมุนไพร” ที่มีตลาด และน่าจับตา
1. กลุ่มสมุนไพรแห้ง/อบแห้ง (หมายเหตุ : ราคาอาจจะมีผันผวนตามความต้องการของตลาด)
ขมิ้นชัน
เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีศักยภาพทั้งตลาดยา อาหารเสริม อาหาร และเครื่องสำอาง โดยเฉพาะวัตถุดิบที่มีสารสำคัญสูงและผ่านการจัดการที่ได้มาตรฐาน

สำหรับราคานั้น มีข้อมูลจากโครงการส่งเสริมการผลิตในพื้นที่อุทัยธานีระบุว่า ขมิ้นชันสดอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ขมิ้นชันแห้งอยู่ที่ประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างของราคาตามรูปแบบผลผลิต

ไพล
เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวชสำอาง โดยข้อมูลการผลิตของเกษตรกรแปลงใหญ่ที่เผยแพร่ในปี 2569 ระบุราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยประมาณ 23.66 บาทต่อกิโลกรัม และช่องทางจำหน่ายสำคัญ ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและพ่อค้ารวบรวม

ส่วนไพลแห้ง ราคาสามารถแตกต่างกันมากตามคุณภาพและกระบวนการแปรรูป โดยมีข้อมูลโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรระบุช่วงราคาไพลแห้งประมาณ 90-420 บาทต่อกิโลกรัม

ฟ้าทะลายโจร
เป็นสมุนไพรที่มีตลาดรองรับในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรและวัตถุดิบสำหรับการแปรรูป โดยสิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญคือความสะอาด ความชื้น และคุณภาพของวัตถุดิบ

ในตลาดสมุนไพรจึงไม่ใช่เพียงการปลูกให้ได้ปริมาณมาก แต่ต้องควบคุมตั้งแต่แปลงปลูกจนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและทำแห้ง เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ

ดอกอัญชัน
อีกหนึ่งสมุนไพรที่มีตลาดเฉพาะ โดยเฉพาะในรูปแบบดอกแห้ง ซึ่งนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับชา เครื่องดื่ม และการสกัดสีธรรมชาติ

ข้อมูลราคาที่เผยแพร่ในแหล่งข้อมูลภาครัฐและตลาดซื้อขายพบว่า ดอกอัญชันแห้งมีราคาหลากหลายตามเกรด โดยมีข้อมูลตัวอย่างตั้งแต่ประมาณ 250-500 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและรูปแบบสินค้า

2. กลุ่มสมุนไพรสด (หมายเหตุ : ราคาอาจจะมีผันผวนตามความต้องการของตลาด)
สมุนไพรบางชนิดไม่จำเป็นต้องนำไปตากแห้งก่อนขาย แต่สามารถส่งเข้าสู่ตลาดในรูปแบบสด โดยเฉพาะตลาดวัตถุดิบสำหรับการแปรรูป

กลุ่มที่น่าสนใจ เช่น ขมิ้นชัน ไพล กระชาย กระชายดำ ใบบัวบก ตะไคร้ ขิง ข่า
ข้อดีของการขายสดคือไม่ต้องลงทุนด้านการแปรรูปมาก แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ อายุการเก็บรักษาสั้น และต้นทุนด้านการขนส่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสมุนไพรแห้ง ดังนั้น หากเกษตรกรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อ โรงงาน หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการรวบรวมวัตถุดิบ การขายสดก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่หากอยู่ห่างจากตลาด การพัฒนาระบบล้าง หั่น ตาก หรืออบแห้ง อาจช่วยให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตได้นานขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดอื่น

3. กลุ่ม “ใบไม้-ดอกไม้” สมุนไพรเฉพาะกลุ่ม (หมายเหตุ : ราคาอาจจะมีผันผวนตามความต้องการของตลาด)
อีกตลาดที่น่าสนใจและหลายคนอาจมองข้าม คือ ตลาดใบไม้และดอกไม้สมุนไพร

เพราะในมุมของผู้บริโภค ใบไม้บางชนิดอาจเป็นเพียงพืชที่ขึ้นอยู่ริมรั้ว แต่ในตลาดสมุนไพรกลับเป็นวัตถุดิบที่มีผู้ต้องการซื้อ

ตัวอย่างเช่น ใบหญ้านาง ใบรางจืด ใบมะขาม ใบมะขามแขก ใบมะกรูด ใบเตย ดอกอัญชัน ดอกกระเจี๊ยบ ดอกเกสรบัว มะตูม ฝักเพกา
โดยเฉพาะตลาดวัตถุดิบแห้งที่ต้องการนำไปทำชาสมุนไพร เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์แปรรูป ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “ฝักเพกา” ซึ่งมีผู้รับซื้อและแปรรูปในจังหวัดมหาสารคาม โดยฝักเพกาตากแห้งสามารถส่งต่อไปยังตลาดจีนและมีรายงานราคาประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่าพืชพื้นบ้านที่หลายคนมองข้ามก็สามารถกลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ หากมีตลาดรองรับ “สมุนไพรแห้ง” ราคาดีกว่าเสมอจริงหรือ?
คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะราคาสมุนไพรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำให้แห้งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของวัตถุดิบ” และ “ความต้องการของตลาด” ด้วย สมุนไพรแห้งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญ มักต้องผ่านการคัดสิ่งปนเปื้อน ล้างให้สะอาด หั่นตามขนาดที่กำหนด และทำให้แห้งอย่างเหมาะสม โดยต้องควบคุมความชื้นไม่ให้สูงจนเกิดเชื้อรา หรือทำให้วัตถุดิบเสื่อมคุณภาพ ตัวอย่างจากแหล่งผลิตสมุนไพรบ้านดงบัง จังหวัดปราจีนบุรี แสดงให้เห็นกระบวนการตั้งแต่การคัดสิ่งปนเปื้อน ล้าง หั่น ตาก และอบ ก่อนส่งให้โรงพยาบาล โดยมีการแยกราคาตามระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิต นี่จึงเป็นเหตุผลว่า หากต้องการเข้าสู่ตลาดสมุนไพรที่ให้ราคาดี เกษตรกรต้องมองให้ไกลกว่าการ “ปลูกแล้วขาย” แต่ต้องคิดตั้งแต่ “ตลาดต้องการวัตถุดิบแบบไหน”

ปลูกสมุนไพร ต้องรู้ตลาดก่อนลงมือ หัวใจสำคัญของการทำสมุนไพรให้เป็นอาชีพ จึงไม่ใช่การเลือกพืชที่ราคาสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว รูปแบบที่ตลาดต้องการ และช่องทางรับซื้อ สำหรับเกษตรกรรายย่อย ช่องทางตลาดอาจเริ่มต้นจาก พ่อค้ารวบรวม ลานรับซื้อ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน โรงงานแปรรูป โรงพยาบาล หรือผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยแต่ละตลาดจะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ที่สำคัญคือ ก่อนตัดสินใจปลูก ควรสอบถามผู้รับซื้อให้ชัดเจนว่า รับซื้ออะไร รับซื้อช่วงไหน ต้องการสดหรือแห้ง ต้องการความชื้นเท่าไร และมีมาตรฐานหรือข้อกำหนดอะไรบ้าง เพราะ “ราคาสูง” ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ทุกครั้ง

จาก “ปลูกอะไรดี” สู่ “ปลูกแล้วขายใคร” ในยุคที่ตลาดสมุนไพรกำลังขยายตัว การทำเกษตรแบบเดิมที่ปลูกก่อนแล้วค่อยหาตลาด อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เกษตรกรที่ต้องการสร้างรายได้จากสมุนไพรจึงควรเริ่มต้นจาก ตลาดนำการผลิต ศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ แล้วจึงย้อนกลับมาวางแผนการปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปให้สอดคล้องกัน เพราะสมุนไพร 1 กิโลกรัม อาจมีมูลค่าไม่เท่ากัน หากอยู่ในรูป “สด” “แห้ง” หรือ “วัตถุดิบที่ผ่านการคัดคุณภาพ” และยิ่งสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปได้ มูลค่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ท้ายที่สุดแล้ว “ปลูกได้” อาจยังไม่พอ แต่ต้อง “ขายเป็น” ด้วย สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสในการต่อยอด พืชสมุนไพรและใบไม้ให้กลายเป็นรายได้ แต่ยังไม่รู้ว่าตลาดต้องการพืชชนิดไหน รับซื้อในราคาเท่าไร หรือมีวิธีการเก็บเกี่ยวและตากอย่างไรให้ได้คุณภาพ งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไม่ควรพลาด ผู้สนใจสามารถมาร่วมฟังและพูดคุยกันได้ที่ Workshop ห้องที่ 1 ในหัวข้อ “เปลี่ยน ‘ใบไม้’ เป็นเงิน ‘รับซื้อ-ขายสมุนไพร’” ซึ่งจะพาไปทำความรู้จักกับพืชสมุนไพรและใบไม้ที่มีตลาดรับซื้อ พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการตากและเตรียมวัตถุดิบอย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างมูลค่าให้กับผลผลิต เพราะการปลูกในวันนี้ ไม่ควรจบเพียงแค่ “ปลูกได้” แต่ต้องรู้ด้วยว่า “ปลูกแล้วขายใคร และตลาดต้องการอะไร” ใบไม้ที่หลายคนอาจมองว่าไม่มีมูลค่า หากรู้จักตลาดและวิธีจัดการที่ถูกต้อง ก็สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้อีกทางได้เช่นกัน 

ตกลง