การดูแล “ดิน” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรในทุกยุค แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรจำนวนมากพบปัญหา ดินเสื่อมคุณภาพ ดินขาดอินทรียวัตถุ และความอุดมสมบูรณ์ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง แม้จะลงปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นก็ตามหนึ่งในวิธีฟื้นฟูดินที่ได้ผลและประหยัดต้นทุนที่สุด คือ “ปุ๋ยพืชสด (Green Manure)” การปลูกพืชบางชนิดลงในแปลง แล้วไถกลบลงดินเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารโดยธรรมชาติ เหมาะกับทั้งเกษตรอินทรีย์และเกษตรทั่วไปที่ต้องการปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
พืชปุ๋ยสด คือ พืชที่ปลูกเพื่อไถกลบลงดินในช่วงที่ออกดอก อายุ 40-60 วัน แล้วปล่อยให้ย่อยสลาย ประมาณ 10-15 วัน ก็จะปลดปล่อยธาตุอาหารและเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้อก่ดิน จึงเรียกว่า ‘ปุ๋ยพืชสด’
ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบหรือตัด สับ ต้น ใบและส่วนต่างๆ ของพืชในขณะที่ยัง สด ปกตินิยมใช้พืชตระกูลถั่ว เพื่อเจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ที่สําคัญคือ พืชตระกูลถั่วสามารถจับหรือตรึง ธาตุไนโตรเจน(ที่เป็นธาตุอาหารหลักของพืชจากอากาศได้) โดยไถกลบในช่วงออกดอกซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารและ น้ําหนักสูงสุด ทิ้งไว้ให้ย่อยสลายผุพัง แล้วปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม โสนอัฟริกัน ถั่วมะแฮะ ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น พืชตระกูลถั่ว ที่ใช้ทำเป็นปุ๋ยพืชสด หรือเป็นวัสดุคลุมดินได้เร็ว ได้แก่ โสน ปอเทือง ถั่วพร้า และถั่วพุ่ม ทั้ง 4 ชนิด มีลักษณะเฉพาะในความชอบดิน น้ำ หรือคุณสมบัติทนเค็มต่างกัน ดังนั้นหากใช้ให้เหมาะกับพื้นที่จะเกิดประโยชน์สูง และประหยัดได้อย่างแน่นอน นิยมปลูกในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่นา หรือที่ปลูกพืชไร่จะได้ผลดีที่สุด แนะนำปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม เลือกฤดูปลูกที่เหาะสม ควรปลูกหลังเก็บเกี่ยวพืชหลัก ขณะดินมีความชื้น และไถกลบปุ๋ยพืชสด และปล่อยให้ย่อยสลายก่อนปลูกข้าว ที่เป็นพืชตาม วิธีการปลูกี 3 วิธี ได้แก่ โรยเป็นแถวหยอดเป็นหลุม และหว่านเล็ด หลังการไถ แล้วคราดกลบ ซึ่งถ้าเมล็ดมีขยาดใหญ่ ควรคราดกลบให้ลึกพอสมควร ปุ๋ยพืชสดเหมาะกับดินประเภทใด ไม่ใช่ดินทุกประเภทที่จะเหมาะสำหรับการทำปุ๋ยพืชสด เพราะจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เพื่อที่จะได้อินทรียวัตถุที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดพืชที่นำไปใช้ในการปลูกในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
1. พื้นที่ลุ่ม ดินเค็ม ควรเน้นปลูกพืช ทนต่อน้ำท่วมขัง พืชที่ควรนำมาใช้ทำปุ๋ยพืชสด เช่น โสนแอฟริกันดินไม่เค็ม พืชที่ควรนำมาใช้ทำปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง โสนแอฟริกัน
2. พื้นที่ดอนดินชื้น เขตฝนตกชุก กระจายเกือบทั้งปี พืชที่ควรนำมาใช้ทำปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ดินแห้ง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชนิดของปุ๋ยพืชสด พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ปอเทือง โสนอัฟริกัน พืชตระกูลหญ้า พืชน้ำ เช่น ผักตบชวา จอก แหน แหนแดง ปอเทือง เป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง 100–300 เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง ฝักเป็นรูปทรงกระบอก เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้ำตาล ความยาว ประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 10 -20 เมล็ด/ฝัก ปอเทืองเป็นพืชที่ใช้ต้นทุนในการปลูกต่ำและทนแล้ง โดยนอกจากเก็บเมล็ดพันธุ์ขายแล้วยังสามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อใช้ปรับคุณภาพดินได้
วิธีการปลูกปอเทืองในนาข้าว
การเตรียมดินและการปลูกปอเทือง มี 2 วิธี คือ
1) ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน ซึ่งทำโดยก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1–2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว หรือหลังการเก็บเกี่ยวข้าวใช้เมล็ดปอเทืองหว่านตามร่องรถเกี่ยวข้าวแล้วกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ก็ได้ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น
2) การปลูกโดยการเตรียมดินทำได้โดยใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี หรือ ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80 – 100 ซม. หรือปลูกเป็นหลุม ใช้ระยะปลูก 50×100 หลุม ๆ ละ 1–3 ต้น
อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก : การปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3–5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2 – 4 กิโลกรัมต่อไร่ การดูแลรักษา : หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ 3–5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน ไม่ต้องให้น้ำ วัชพืชจะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูกเมื่ออายุ 2 – 3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโค่นและกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นยากำจัดเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชเมื่ออายุ 50–60 วัน ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120–130 วัน การเก็บเกี่ยวผลผลิต มี 2 วิธี คือ ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนเพราะลำต้นของมันมีความแข็งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรได้ และสำหรับเกษตรกรจะได้ผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน และอีกวิธีคือการใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3–4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตเฉลี่ย 80-120 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย 20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม การใช้ประโยชน์ ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้น้ำหนักสดต่อไร่ 2 -5 ตัน/ไร่ เมื่อไถกลบจะปลดปล่อยธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนในปริมาณสูง นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับดิน โดยเฉพาะ ในการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ดอน โดยปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัเช่น ระหว่างแถว อ้อย มันสำปะหลัง แล้วไถ/สับกลบเมื่อปอเทืองอายุประมาณ 50 – 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้นแล้วทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ปลูกหลังจากพืชหลัก ถั่วพุ่ม ลำต้นเป็นพุ่มเตี้ยคล้ายถั่วเขียว เป็นพืชทนแล้ง ปลูกก่อนฤดูฝนหรือปลายฤดูฝน อายุออกดอกประมาณ 45-50 วัน ลักษณะฝักคล้ายถั่วฝักยาว มีปริมาณโปรตีนค่อนข้างสูง เมล็ดและฝักสดนำมาใช้ประกอบอาหารได้ เศษเหลือของถั่วพุ่มนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ วิธีการปลูก : ปลูกแบบหว่านเมล็ดเพื่อการไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดหรือปลูกเป็นหลุมในแถวระยะ 30 x 50 ซม. อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก : หว่านเพื่อไถกลบ อัตราเมล็ด 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ การใช้ประโยชน์ เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ควรทำการไถกลบเมื่ออายุ 40 วัน จะให้ผลผลิตน้ำหนักสดประมาณ 4 ตัน/ไร่ ให้ธาตุไนโตรเจน ประมาณ 14.18 กก. /ไร่ เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ใช้ระยะปลูก 50 x 100 ซม.อายุเก็บเกี่ยว 80-150 วัน ได้ผลผลิตประมาณ 70 กก. /ไร่ ปริมาณธาตุอาหารที่ได้ : หลังจากไถกลบแล้วจะสลายตัวภายใน 30 วัน ถั่วพร้า ยวและดินกรด ลักษณะโดยทั่วไป เป็นทรงไม้พุ่ม สูง 60 – 120 เซนติเมตร ส่วนใบมีความมนกลมคล้ายไข่ อยู่ 3 ใบรวมกัน ดอก ออกดอกเป็นช่อ มีสีชมพูอมม่วง ฝัก มีรูปร่างคล้ายดาบ ห้อยยาวลงมา ฝักอ่อนจะมีสีเขียว ถ้าสุกจะมีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว ในประเทศไทย รู้จักกันอยู่ 2 ชนิดคือ ถั่วพร้าเมล็ดยาว และ ถั่วพร้าเมล็ดแดง ช่วงเวลาที่ควรปลูก :ปลูกได้ 2 ช่วง ช่วงที่ 1 เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ช่วงที่ 2 เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน การเตรียมดิน : ไถเตรียมดิน โดยใช้รถไถ หรือ ไถลาก ก็ได้ เพื่อกำจัดวัชพืช และ แมลงต่าง ๆ หลังจากนั้น ไถพรวนดินอีก 1 ครั้ง การปลูกถั่วพร้า ปลูกแบบหว่าน: หากใครขี้เกียจ สามารถหว่านเมล็ดปลูกได้เลย โดยนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8 – 10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด ปลูกแบบโรยเป็นแถว: เหมาะสำหรับคนที่อยากปลูกต้นถั่วพร้า ให้ขึ้นเป็นแถวอย่างมีระเบียบ ใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75 – 100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถวแล้ว กลบเมล็ดด้วยดินบาง ๆ ในอัตรา 5 – 8 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม: เหมาะสำหรับคนที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด ทำได้โดยการขุดหลุดเล็ก ๆ ลึกประมาณ 5 – 7.5 เซนติเมตร มีในระยะระหว่างแถวของหลุมประมาณ 75 – 90 เซนติเมตร และ ระยะระหว่างหลุมในแถวเดียวกันประมาณ 45 – 60 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2 – 3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบาง ๆ ในอัตรา 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ การไถกลบ (กรณีปลูกเพื่อปรับปรุงคุณภาพดิน) เมื่อถั่วพร้าอายุได้ประมาณ 2 เดือน ให้ทำการไถกลบ ในช่วงที่ถั่วพร้าออกดอก เพื่อรักษาความชื้นและลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน หลังไถกลบเสร็จแล้ว ให้ทิ้งไว้ 10-14 วัน ปล่อยให้ถั่วพร้าย่อยสลายเข้าไปในดิน เสร็จแล้ว จึงปลูก หรือ ปักดำข้าว ตามปกติได้ การเก็บเกี่ยว (กรณีปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด) เก็บฝักอ่อนกินเป็นอาหาร : ให้เก็บเกี่ยวหลังจากเพาะปลูก 3 – 4 เดือน เก็บฝักแก่เป็นเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด : ให้เริ่มเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกได้ 150 – 170 วัน โดยวิธีเก็บ ให้เก็บเกี่ยวเมื่อฝักถั่วแห้งและสุกแก่เต็มที่ จนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองคล้ายฟางข้าว พอเก็บมาเสร็จแล้ว ให้นำไปตากแดดให้แห้ง 3 – 4 วัน จากนั้น ทำการนวด ฝัด หรือ เหยียบ เพื่อเอาเมล็ดออก เสร็จแล้ว จึงบรรจุใส่กระสอบ สำหรับเตรียมขาย เป็นเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ต่อไป โสนอัฟริกัน เป็นพืชตระกูลถั่ว มีการสนับสนุนให้ปลูกเป็นพืชหมุนเวียนด้วยเช่นกัน เพราะโสนอัฟริกันนั้น เมื่อถูกไถกลบในระยะออกดอกอายุประมาณ 50 วัน จะให้น้ำหนักสดประมาณ 2,000 ถึง 4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ และน้ำหนักแห้งเฉลี่ยประมาณ 400 ถึง 1,120 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อสลายตัวในดิน จะให้ธาตุอาหารพืชไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เกษตรกรนิยมปลูกโสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสด แล้วไถกลบก่อนปลูกข้าว หรือปลูกหมุนเวียนสลับกับพืขไร่อื่นๆ เช่น ข้าวโพด และอ้อย เป็นต้น ฤดูกาลที่เหมาะสม ช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน เพื่อให้โสนมีการเจริญเติบโตดี ให้มวลชีวภาพสูง วิธีการเพาะปลูก : ใช้วิธีการหว่าน หรือโรยเมล็ดที่ผ่านการกระตุ้นความงอกด้วยน้ำร้อน หรือกรดกำมะถัน (เข้มข้น) หรือน้ำเย็นเรียบร้อยแล้ว ในอัตรา 5 ถึง 7 กิโลกรัม ต่อไร่ การเตรียมดิน : ควรไถพรวนดิน 1 ครั้ง เพื่อให้ดินอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช หรือหว่านเมล็ดลงไปในพื้นที่เพาะปลูก โดยไม่มีการไถพรวน เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมต้นโสนจะงอกขึ้นมาเอง สำหรับพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุยนั้น ไม่จำเป็นต้องไถกลบการใช้ประโยชน์โสนอัฟริกันในการบำรุงดิน ไถกลบโสนอัฟริกัน เมื่อมีอายุได้ประมาณ 50 ถึง 70 วัน สำหรับนาข้าว ควรไถขณะที่มีน้ำขังอยู่ในแปลง แล้วเตรียมดินหรือทำเทือกนาเพื่อปักดำข้าว แต่ไม่ควรทิ้งไว้นาน เพราะจะทำให้สูญเสียธาตุไนโตรเจน ควรปักดำหรือปลูกข้าวภายใน 1 ถึง 3 วัน การเก็บเมล็ดพันธุ์ ต้นโสนจะเริ่มออกดอกช่วงเดือนกันยายน และฝักจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน เมล็ดโสนจะทยอยแก่และสามารถเก็บเกี่ยวพร้อมกันได้ แต่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า เพื่อลดปัญหาการแตกและการร่วงหล่นของเมล็ด ฝักของโสนอัฟริกันจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน ฝักจะเริ่มสุกแก่จากโคนต้นไปหายอด โดยสังเกตได้จากสีฝักที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล การตัดสับและไถกลบพืชสด การตัดสับและไถกลบพืชสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึวระยะดอกบานเต็มที่เนื่องจากในระยะต้นนี้ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุ ธาตุไนโตรเจนสะสม และธาตุอื่นๆ ในดินสูงด้วย
ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
1. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน(น้ำหนักสด 2-7 ตัน/ไร่ = 800 – 2,800 กิโลกรัมต่อไร่)
2. บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธุอาหารหลักให้แก่พืช
3. กรดที่เกิดจากผุผังของพืชปุ๋ยสดช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้ดีมากยิ่งขึ้น
4. ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินและทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น เสมือนคลุกเคล้า/ฝังฟองน้ำจำนวนมากไว้ในดิน
5. ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน เพราะมีอินทรียวัตถุเข้าไปแทรกระหว่างเม็ดดิน
6. ช่วยในการควบคุม ปราบหรือตัดวงจรวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี พืชปุ๋ยสดที่แนะนำเจริญเติบโตเร็ว
7. ลดการปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มาก ใช้ในการเพิ่มธาตุอาหารเพื่อทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. ลดอัตราการสูญเสียอันเกิดจากการชะล้าง รากช่วยเกาะยึดดิน ขณะที่ต้นช่วยคลุมดิน ลดกระแทกเม็ดฝน
9. เพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น เพราะกระบวนการการใช้พืชปุ๋ยสดช่วยเพิ่มเติมความเหมาะสมหลายอย่างให้แก่ดิน
ลักษณะทั่วไปของปุ๋ยสด
1. ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือ ประมาณ 30-60 วัน
2. สามารถให้น้ำหนักพืชสดสูง ตั้งแต่ 2,000-7,000 กิโลกรัมต่อไร่
3. ทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดีสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล
4. มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
5. สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก และขยายพันธุ์ได้เร็วเพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการเมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง
6. ลำต้นอ่อน ตัดสับหรือไถกลบได้ง่าย เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็ว ปลูกพืชหลักตามได้ใน 7-15 วัน
7. มีธาตุอาหารหลักค่อนข้างสูง ไนโตรเจนได้จากการตรึงจากอากาศ ส่วนฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และธาตุอาหารตัวอื่นๆ ได้จากาการดูดใช้sหรือหมุนเวียนภายในดิน โดยเฉพาะกรณีที่มีปุ๋ยเคมีตกค้างในดินมากๆ แต่พืชปกติใช้ไม่ได้ พืชตระกูลถั่วจะช่วยหมุนเวียนและปลดปล่อยออกมาใช้พืชหลักใช้ได้เมื่อมีการไถกลบพืชปุ๋ยสดแล้ว
การปลูกพืชปุ๋ยสดในการปลูกพืชปุ๋ยสดให้ได้ผลดี
1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับสภาพของดินให้เหมาะสม เช่น ถ้าดินเป็นกรด หรือดินเปรี้ยวควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชสดเจริญเติบโตและให้น้ำหนักพืชสดสูงด้วย
2. เวลาและฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน
3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ใช้ปลูกเพื่อไถกลบในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดดังนี้ ปอเทือง 5 กิโลกรัม, โสนอินเดีย 5 กิโลกรัม, โสนคางคก 5 กิโลกรัม, โสนไต้หวัน 5 กิโลกรัม, ถั่วพร้า 5 กิโลกรัม, ถั่วเขียว 5 กิโลกรัม, ถั่วเหลือง 5 กิโลกรัม, ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัม, ถั่วนา 8 กิโลกรัม, ถั่วลาย 2 กิโลกรัม, ถั่วเสี้ยนป่า 2 กิโลกรัม, ไมยราพไร้หนาม 2 กิโลกรัม, ถั่วเว็ลเว็ท 10 กิโลกรัม ฯลฯ
การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ผลดีนั้น ควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งได้แก่ ลักษณะของดินที่จะปลูก เนื่องจากพืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ นั้น ขึ้นได้ดีในดินไม่เหมือนกัน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมกับพืชที่จะปลูกเสียก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทคโนโลยี ชาวบ้าน online 10 มกราคม 2569 ญาณิศา อิ่มซะ