เกษตรคาร์บอนต่ำ ถูกพูดถึงมากขึ้น แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า หมายถึงการทำเกษตรแบบไหน จริง ๆ แล้ว เกษตรคาร์บอนต่ำ คือการทำเกษตรที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการผลิต ซึ่งเริ่มได้จากการปรับวิธีจัดการในแปลง แล้วการทำเกษตรแบบไหน ถึงเรียกว่า เกษตรคาร์บอนต่ำ มาดู 4 แนวทางง่าย ๆ ที่เริ่มทำได้กัน
1) ลดการเผา (ลดก๊าซเรือนกระจก) การหยุดเผาตอซัง ฟางข้าว หรือเศษซากพืชในไร่นา คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เพราะการเผา 1 ครั้ง นอกจากจะทำลายหน้าดินและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์แล้ว ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง วิธีปรับ เปลี่ยนมาใช้การไถกลบตอซัง หรือนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปทำปุ๋ยหมัก ทำวัสดุเพาะเห็ด หรือคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้น
2) ทำนาข้าวแบบ เปียกสลับแห้ง รู้หรือไม่ว่า นาข้าวขังน้ำคือแหล่งปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากเกิดการย่อยสลายแบบไม่มีอากาศในน้ำ วิธีปรับ ใช้เทคนิคแกล้งข้าว หรือ เปียกสลับแห้ง ปล่อยให้น้ำแห้งลงไปต่ำกว่าระดับผิวดินประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วค่อยให้น้ำใหม่ วิธีนี้นอกจากจะลดก๊าซมีเทนแล้ว ยังช่วยให้รากข้าวแข็งแรงและประหยัดน้ำได้อีกด้วย
3) ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การใส่ปุ๋ยเคมีมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน จะทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว วิธีปรับ ยึดหลัก ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกอัตรา และผสมผสานการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสด เช่น การปลูกถั่วพร้าแล้วไถกลบ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินแบบธรรมชาติ
4) เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อกักเก็บคาร์บอน การทำเกษตรผสมผสาน หรือวนเกษตร โดยการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ควบคู่ไปกับพืชล้มลุก ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้จะช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ช่วยดึงก๊าซคาร์บอนจากอากาศมาเก็บไว้ในเนื้อไม้และระบบรากในดิน
เกษตรคาร์บอนต่ำ มีประโยชน์อย่างไร
1) ช่วยดูแลความอุดมสมบูรณ์ของดิน
2) ใช้น้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ
3) ลดการสูญเสียทรัพยากรในการผลิต
4) สนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
5) สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
การเริ่มต้นก้าวสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ ไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว แต่เริ่มได้ทันทีจากจุดเล็ก ๆ ในแปลง เช่น การดูแลดินให้สมบูรณ์ การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า หรือการนำเศษวัสดุเหลือใช้กลับมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงทำเกษตรแบบ รู้เท่าทันธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งผืนดินอยู่รอด และคนทำสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน