ว่ากันด้วยเรื่องกองทัพตั๊กแตน
2-3 วันที่ผ่านมาหลายๆท่านอาจเห็น ข่าวการระบาดตั๊กแตนในประเทศลาว หลายๆคนอาจสงสัยว่า "เอ๊ะ วันก่อนเห็นข่าวตั๊กแตนระบาดอยู่อินเดียอยู่เลยแล้วอยู่ๆมันบินข้ามไทยไประบาดในลาวได้ยังไง อานุภาพของกระทะซอสแม๊กกี้และพริกไทยของคนไทยช่างร้ายกาจยิ่งนัก บ้างก็ว่า "บรรพบุรุษของตั๊กแตนคงสั่งสอนลูกหลานไว้ว่าอย่าไปยุ่งกับคนไทยให้รีบๆหนีไปที่อื่นห้ามบินผ่าน" แล้วความจริงมันเป็นยังไง มาติดตามกันได้ที่ตรงนี้ค่ะ
ความจริงก็คือตั๊กแตนที่ระบาดในลาวและในอินเดียตอนนี้มันเป็นตั๊กแตนคนละชนิดกันค่ะ
ซึ่งตั๊กแตนชนิดที่ระบาดในลาวในตอนนี้ คือ #ตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceracris kiangsu) ส่วนตั๊กแตนที่ระบาดในอินเดียเป็นอีกชนิดหนึ่งคือ "ตั๊กแตนทะเลทราย" (Desert locust ชื่อวิทยาศาสตร์ Schistocerca gregaria) ซึ่งตั๊กแตนทะเลทรายนี้เริ่มระบาดมาจากทางฝั่งทวีปแอฟริกาและระบาดไล่มาเรื่อยๆจนถึงประเทศอินเดียในขณะนี้ ซึ่งถ้าหากวันนี้แอดมินเล่าเรื่องตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันเลยก็คงจะเป็นโพสที่ยาวมากๆ จนพี่ๆแฟนเพจอาจจะเบื่อและขี้เกียจอ่านกันแน่ๆ เอาเป็นว่าวันนี้เรามาทำความรู้จักกับ ตั๊กแตนไผ่ซึ่งเป็นตัวที่เข้ามาระบาดใกล้ชิดพรมแดนบ้านเรากันก่อนดีกว่านะคะ แล้ววันหลังแอดมินมินจะนำข้อมูลตั๊กแตนทะเลทรายมาเล่าให้ฟังกันอีกทีค่ะ
ตั๊กแตนไผ่ (Yellow-spined bamboo locust)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ceracris kiangsu
วงศ์ : Acrididae
อันดับ : Orthoptera
สำหรับวงจรชีวิตของของตั๊กแตนไผ่จะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดินในช่วงเดือน มกราคม - เมษายน ระยะตัวอ่อน (46 - 69 วัน) ในช่วงเดือน พฤษภาคม.-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือน สิงหาคม - กันยายน และระยะไข่ในช่วงเดือน ตุลาคม - ธันวาคม
ซึ่งมีรายงานว่าพบตั๊กแตนชนิดนี้วางไข่บริเวณใต้ผิวดินจำนวนมาก ไข่ของตั๊กแตนไผ่จะฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง โดยมีอุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส ตัวเต็มวัยของตั๊กแตนไผ่ ชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีการแพร่กระจายเป็นกลุ่มตัวอ่อนในระยะสุดท้ายเริ่มมีการอพยพเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มใหญ่
ลักษณะการทำลาย
ตั๊กแตนไผ่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่พืชกลุ่มไผ่ และผลผลิตทางการเกษตร อาทิ พืชตระกูลหญ้า ข้าว และข้าวโพดและยังพบว่าสามารถเข้าทำลายพืชตระกูลปาล์ม และพืชล้มลุกบางชนิดโดยระยะตัวเต็มวัยเป็นระยะที่สร้างความเสียหายได้กว้างขวางและรุนแรงที่สุด
การแพร่ระบาด
พบครั้งแรกในปี พ.ศ.2472 ที่มณฑลเสฉวน หูเป่ย เกียงสู หูหนาน เกียงสี ฝูเจียน และกวางตุ้งของจีน ต่อมาพบการระบาดรุนแรงในปี พ.ศ.2478 - 2489 สำหรับในประเทศไทยพบตั๊กแตนไผ่ เมื่อปี พ.ศ.2512 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ไม่มีรายงานการระบาดในประเทศขณะนั้น ปี 2559 พบการระบาดที่แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งห่างจากไทยประมาณ 114 กิโลเมตร พบแพร่กระจายอย่างกว้างขวางบริเวณพื้นที่ป่าไผ่ทางตอนใต้ของประเทศจีนด้านตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลแจงสี บริเวณทางลาดเชิงเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเล 300 – 400 เมตร บางครั้งพบในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 780 เมตร
ซึ่งในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ตั๊กแตนไผ่ได้ทำความเสียหายให้กับข้าวและข้าวโพด ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นอย่างมาก #ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบการระบาดและทำความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไทย แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาด #จึงขอให้เกษตรกรในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ #โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และจังหวัดเลย ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดของตั๊กแตนไผ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างต่อเนื่อง โดยหมั่นสำรวจแปลงปลูกข้าวและแปลงปลูกข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอหากพบตั๊กแตนไผ่ในพื้นที่ทำการเกษตร ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อทำการควบคุมและดำเนินการป้องกันกำจัดทันที
แนวทางป้องกันการป้องกันกำจัดหากตั๊กแตนไผ่เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย
1. สำรวจแปลงปลูกข้าวและข้าวโพดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
2. วางกับดักเหยื่อพิษ เพื่อป้องกันตั๊กแตนไผ่ไม่ให้มาระบาดในประเทศไทย
- กับดักเหยื่อพิษสูตรที่1 เตรียมสารละลายเหยื่อพิษ ประกอบด้วยสารฆ่าแมลง fipronil 5% SC 100 มิลลิลิตร ต่อกากน้ำตาล 100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร) นำกระดาษ ขนาดประมาณ 15 x 20 เซนติเมตร ชุบสารละลายเหยื่อพิษ ผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำไปติดบนใบพืช
- กับดักเหยื่อพิษสูตรที่2 เตรียมสารละลายเหยื่อพิษ ประกอบด้วย สารฆ่าแมลง cartap hydrochloride
50% SP 10 กรัมต่อเกลือแกง 30 กรัม ต่อ Ammonium bicarbonate(แอมโมเนียทำปาท่องโก๋) 30 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) นำถาดโฟมขนาด 15 x 20 เซนติเมตร ชุบสารละลายเหยื่อพิษ แล้วนำไปวางบนพื้นดินโดยใช้ไม้ปักยึดให้โฟมอยู่กับที่ ตรวจเช็คชนิดของตั๊กแตนที่ตายบริเวณกับดัก โดยเปรียบเทียบกับรูปภาพตั๊กแตนไผ่ ในกรณีที่พบมีลักษณะใกล้เคียงตามภาพตัวอย่าง ให้เก็บตัวตั๊กแตน และนำส่งที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เพื่อนำมาจำแนกชนิดว่าเป็นตั๊กแตนไผ่หรือไม่
3. หากพบการระบาดให้ดำเนินการจัดทำลายตั๊กแตนไผ่ให้หมดสิ้น และทำการป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
- อีโทเฟนพรอกซ์ (Etofenprox) 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
- เดลทาเมทริน (Deltamethrin) 3% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
- แลมป์ดาไซฮาโลทริน (Lambda cyhalothrin) 2.5% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
หมายเหตุ เนื่องจากมีผู้สนใจสอบถามกันเข้ามามากเรื่องตั๊กแตนไผ่กินได้มั้ย ขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมแบบนี้นะคะ ขณะนี้เท่าที่ทราบข้อมูลมาก็คือตั๊กแตนไผ่ที่ระบาดในลาวตอนนี้มีรสชาติขมและมีกลิ่นเหม็นไม่อร่อย แต่ยังไม่มีข้อยืนยันแน่ชัดค่ะเนื่องจากในไทยที่เคยมีรายงานว่าพบในปี 2512 ก็ไม่พบข้อมูลว่ามีการนำมากิน (ตอนตั๊กแตนไผ่ระบาดในไทยตอนนั้นแอดมินก็ยังไม่เกิดค่ะ) และในแหล่งระบาดใหญ่อย่างประเทศจีนก็ไม่พบข้อมูลว่ามีคนนำมากินเช่นกัน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีรสชาติไม่ดีจึงไม่นิยมมาบริโภค และข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตั๊กแตนไผ่นี้ชอบลงกินปัสสาวะของมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่นิยมนำมาบริโภคก็ได้ค่ะ เรื่องที่ปัสสาวะของมนุษย์สามารถดึงดูดตั๊กแตนไผ่ได้ นี่เป็นที่มาของการนำความรู้นี้มาประยุกต์ในการทำกับดักแอมโมเนียเพื่อล่อตั๊กแตนไผ่นั่นเองค่ะ เดี๋ยวว่างๆแอดมินจะนำผลงานวิจัยจากประเทศจีนชิ้นนี้มาเล่าให้ฟังกันนะคะ รับรองว่าสนุกและน่าสนใจมากทีเดียวค่ะ
ขอบพระคุณข้อมูลจาก สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาพจาก ผอ.ศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช และ Lao Youth Radio FM 90.0 Mhz ค่ะ