GIS หรือ Geographic Information System คือ เทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลที่มีพิกัดบนแผนที่ ระบบนี้สามารถทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลตัวเลขกับพื้นที่จริง เช่น การกระจายของประชากร เส้นทางถนน พื้นที่น้ำท่วม หรือเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้ GIS กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจในหลายสาขา
ในภาคเกษตรกรรม GIS ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นการดูสภาพดิน ปริมาณน้ำฝน หรือแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ GIS ยังช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของผลผลิต และสามารถใช้ร่วมกับระบบดาวเทียมหรือเซ็นเซอร์ IoT เพื่อตรวจสอบสภาพแปลงแบบเรียลไทม์
ความก้าวหน้าของ GIS ช่วยให้เกษตรไทยก้าวไปสู่ “เกษตรอัจฉริยะ” อย่างแท้จริง เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต วางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าเดิม หากมีการใช้ GIS ร่วมกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ จะยิ่งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และทำให้ภาคเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ArcGIS For Agriculture การใช้งานมีตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงเอกชน ซึ่งจะทำการวิเคราะห์พืชต่างๆ เพื่อให้ทราบกิจกรรมของแปลงทางการเกษตรว่ามีพืชชนิดใดอยู่บ้าง รวมไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะแปลงเกษตรกรที่ได้ผลผลิตมาจำหน่ายต้องไม่เป็นพื้นที่บุกรุกพื้นที่ป่าหรือมีการเผาไหม้ในพื้นที่
ดังนั้น การนำระบบ GIS และ ArcGIS for Agriculture มาใช้ในภาคการเกษตร ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างแม่นยำ แต่ยังเปิดโอกาสให้การวางแผนเพาะปลูกและการใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI และ Big Data ยิ่งทำให้สามารถคาดการณ์ผลผลิตได้ล่วงหน้า ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและปัญหาการจัดการที่ดินผิดกฎหมาย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดันเกษตรไทยเข้าสู่ยุค Smart Farming