สถานการณ์ความไม่พอใจในภาคเกษตรของอิตาลีปะทุขึ้นอีกครั้ง หลัง Coldiretti (สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อยของอิตาลี) ระดมเกษตรกรกว่า 10,000 คน รวมตัวประท้วงบริเวณ Brenner Pass ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญระหว่างอิตาลีกับออสเตรีย เพื่อกดดันให้ European Union ทบทวนกฎการระบุแหล่งที่มาของสินค้าอาหารอย่างเร่งด่วน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่หลักเกณฑ์ final transformation หรือ การแปรรูปขั้นสุดท้าย ซึ่งเปิดช่องให้วัตถุดิบจากต่างประเทศสามารถติดฉลาก “Made in Italy” ได้ หากผ่านกระบวนการผลิตขั้นสุดท้ายในอิตาลี แม้ว่าวัตถุดิบหลักจะไม่ได้มาจากประเทศก็ตาม ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ มอสซาเรลลาที่ผลิตจากนมเยอรมัน ชีสจากนมฝรั่งเศส และแฮมจากหมูเดนมาร์ก แต่กลับถูกจำหน่ายในฐานะสินค้าอิตาลี
Coldiretti ระบุว่า ช่องโหว่ดังกล่าวกำลังกระทบต่อเกษตรกรท้องถิ่นอย่างหนัก และอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรของประเทศสูงถึง 20,000 ล้านยูโรต่อปี ท่ามกลางต้นทุนพลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง และปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การประท้วงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คำว่า "Made in Italy” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายทางการค้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความภาคภูมิใจด้านอาหารของชาวอิตาลี จึงทำให้ประเด็นเรื่องแหล่งที่มาของอาหารกลายเป็นวาระสำคัญทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค