ปลูกไผ่ 100 ต้น แปลงเป็นถ่านไบโอชาร์ได้เท่าไหร่ เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
31 ส.ค. 2569
1
0
ปลูกไผ่ 100 ต้น แปลงเป็นถ่านไบโอชาร์ได้เท่าไหร่ เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
ปลูกไผ่100ต้นแปลงเป็นถ่านไบโอชาร์ได้เท่าไหร่
ปลูกไผ่ 100 ต้น แปลงเป็นถ่านไบโอชาร์ได้เท่าไหร่ เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

หลังจาก “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้เผยแพร่เรื่องราวการทำถ่านไบโอชาร์ของ สวนไผ่โป๋ยแจ่ม จ.สระแก้ว ออกไป ปรากฏว่าแฟนๆ ให้ความสนใจล้นหลาม และคอมเมนต์เข้ามาถามถึงกระบวนการทำและวิธีใช้ประโยชน์กันเยอะมาก

ทีมงานไม่รอช้า รีบต่อสายตรงถึง พี่ประสาน สุขสุทธิ์ เจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม สระแก้ว อีกครั้ง เพื่อขอสูตรแบบเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่วิธีคิด วิธีผลิต ไปจนถึงวิธีใช้บำรุงดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาแจกให้พี่น้องเกษตรกรได้เอาไปลงมือทำตามกัน พี่ประสานอธิบายถึงกระบวนการคิด การผลิตและการใช้ประโยชน์ถ่านไบโอชาร์จากไผ่ซางหม่นเพื่อใช้ในการเกษตร โดยยกตัวอย่างการปลูกไผ่ซางหม่นระยะปลูก 4×4 เมตร จะได้จำนวนต้น 100 ต้นต่อไร่ ผลผลิตที่จะได้จากไผ่ที่ได้มีดังนี้

โดยการผลิตถ่านไบโอชาร์ของที่สวน จะใช้เตาคู่แฝดซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.แพรทอง เหลาภา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ สกลนคร ลักษณะถ่านไบโอชาร์ที่ได้ถ้าดูจากลักษณะทางกายภาพก็จะเห็นเป็นก้อน แต่ถ้าซูมรูปภาพดูใกล้ๆ จะเห็นว่าในถ่านไบโอชาร์จากไม้ไผ่ซางหม่นจะมีรูพรุนสูงมาก นี่คือลักษณะรูพรุนของไผ่ซางหม่น สวนไผ่โป๋ยแจ่ม จังหวัดสระแก้ว (เน้นย้ำว่าได้ข้อมูลจากไผ่ซางหม่นเท่านั้น ไม่ได้ศึกษาจากไผ่พันธุ์อื่น)ลักษณะรูพรุนของไผ่ซางหม่น สวนไผ่โป๋ยแจ่ม จังหวัดสระแก้ว แต่การจะนำไปใช้ประโยชน์ควรบดให้ถ่านไบโอชาร์เป็นลักษณะผงเล็กๆ ยิ่งเล็กได้เท่าไหร่ยิ่งดีจึงจะใช้งานด้านการเกษตรได้ดี ทางสวนจะนำถ่านไปบดให้ละเอียดขนาด 1-2 มิลลิเมตร หลังจากบดแล้วจะมีลักษณะดังนี้ เมื่อบดแล้วจะนำไปลดค่าความเป็นด่าง ซึ่งค่าความเป็นด่างของถ่านไบโอชาร์จากถ่านไม้ไผ่ซางหม่นอยู่ที่ประมาณ 10 โดยวิธีลดค่าความเป็นด่างจะนำไปแช่ในน้ำหมักเศษอาหารในครัวเรือน ขยะเปียก ซึ่งหมักโดยใช้เชื้อจุลินทรีย์คู่แฝด หลังจากหมักกับน้ำหมักเศษอาหารในครัวเรือนด้วยจุลินทรีย์คู่แฝดใช้เวลาประมาณ 14-30 วัน จากนั้นจะนำถ่านไบโอชาร์ไปใส่ในสวนไผ่เพื่อให้จุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีอยู่ในสวนไผ่เข้ามากินอาหารในรูพรุนของถ่านไบโอชาร์และขยายพันธุ์ในช่องว่างของถ่านไบโอชาร์เพิ่มมากขึ้น สวนไผ่ที่มีการสะสมของใบไผ่ กิ่งไผ่ และอินทรียวัตถุต่อเนื่องหลายปี มักเป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการเกษตรค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะบริเวณชั้นดินใต้กองใบไผ่ที่กำลังย่อยสลาย

กลุ่มสำคัญและประโยชน์มีดังนี้

1. แบคทีเรียย่อยสลายอินทรียวัตถุ

ตัวอย่างเช่น กลุ่ม Bacillus, Pseudomonas และแบคทีเรียย่อยเซลลูโลสต่างๆ

ประโยชน์

– ย่อยใบไผ่ เศษพืช และซากอินทรียวัตถุ

– ปลดปล่อยธาตุอาหารกลับสู่ดิน

– สร้างฮิวมัส ทำให้ดินร่วนซุย

– บางชนิดสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

2. เชื้อราย่อยสลายลิกนินและเซลลูโลส

เช่น เชื้อราในกลุ่ม Trichoderma, เชื้อราเน่าขาว และเชื้อราซาโพรไฟต์อื่นๆ

ประโยชน์

– ย่อยสลายใบไผ่ที่มีเส้นใยและลิกนินสูง

– เพิ่มความเร็วในการหมุนเวียนธาตุอาหาร

– บางชนิดช่วยยับยั้งเชื้อโรคพืชในดิน

– ช่วยสร้างโครงสร้างดินที่ดี

3. แอคติโนมัยซีต (Actinomycetes)

เป็นจุลินทรีย์ลักษณะกึ่งแบคทีเรียกึ่งรา มักทำให้ดินมีกลิ่นหอมหลังฝนตก

ประโยชน์

– ย่อยสลายวัสดุที่ย่อยยาก

– ผลิตสารต้านเชื้อโรคตามธรรมชาติ

– ช่วยลดการสะสมของเชื้อก่อโรคในดิน

4. แบคทีเรียตรึงไนโตรเจน

เช่น Azotobacter, Beijerinckia และชนิดอิสระอื่นๆ

ประโยชน์

– เปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศเป็นรูปที่พืชนำไปใช้ได้

– เพิ่มไนโตรเจนในดินโดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีทั้งหมด

– ช่วยกระตุ้นการเจริญของราก

5. แบคทีเรียละลายฟอสเฟต

เช่น Bacillus และ Pseudomonas บางสายพันธุ์

ประโยชน์

– เปลี่ยนฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงในดินให้พืชใช้ได้

– ช่วยลดการใช้ปุ๋ยฟอสเฟต

– ส่งเสริมการแตกรากและการออกดอก

6. จุลินทรีย์สร้างฮอร์โมนพืช

เช่น PGPR (Plant Growth-Promoting Rhizobacteria)

ประโยชน์

– สร้างออกซิน (IAA)

– กระตุ้นการแตกรากฝอย

– ช่วยให้พืชทนแล้งและดูดอาหารได้ดีขึ้น

7. เชื้อราไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza)

พบได้บริเวณรากไผ่และพืชยืนต้นอื่นๆ

ประโยชน์

– เพิ่มพื้นที่ดูดซึมธาตุอาหารของราก

– ช่วยดูดฟอสฟอรัส สังกะสี และธาตุรอง

– เพิ่มความทนทานต่อความแห้งแล้ง

– ช่วยให้พืชตั้งตัวได้ดีหลังย้ายปลูก

8. จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่อโรคพืช

เช่น Trichoderma, Bacillus subtilis, Pseudomonas fluorescens

ประโยชน์

– แข่งขันแย่งอาหารกับเชื้อโรค

– สร้างสารยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียก่อโรค

– ลดโรครากเน่า โคนเน่า และโรคดินอื่นๆ

 

ที่มาของข้อมูล: เทคโนโลยีชาวบ้าน online
ตกลง