เปิดมุมมอง ‘ดุ๊ก ภาณุเดช’ เทรนด์ ‘ไม้ดอกอายุยืน’ ตลาดโตต่อเนื่อง โอกาสใหม่ของเกษตรกรไทย
29 เม.ย. 2569
7
0
เปิดมุมมอง‘ดุ๊กภาณุเดช’เทรนด์‘ไม้ดอกอายุยืน’
เปิดมุมมอง ‘ดุ๊ก ภาณุเดช’ เทรนด์ ‘ไม้ดอกอายุยืน’ ตลาดโตต่อเนื่อง โอกาสใหม่ของเกษตรกรไทย

ดุ๊ก–ภาณุเดช วัฒนสุชาติ อดีตนักแสดงที่หลายคนคุ้นหน้า วันนี้เขาไม่ได้อยู่แค่ในบทบาทบนหน้าจออีกต่อไป แต่กำลังเปิดอีกมุมของตัวเองให้เราได้รู้จักมากขึ้น นั่นคือความหลงใหลในงานศิลปะการตกแต่งบ้านและสวน

ดุ๊ก–ภาณุเดช วัฒนสุชาติ
แม้ตอนนี้จะยังไม่ขอนิยามตัวเองว่าเป็นนักจัดสวนเต็มตัว แค่บอกว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ชอบงานอาร์ต และ “จัดสวนได้นิดหน่อย” เท่านั้น แต่ความจริงแล้วความชอบนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก และค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับชีวิต


จนเมื่อวงการทีวีเริ่มซบเซา เขาจึงตัดสินใจหันมาทำสิ่งที่รักอย่างจริงจัง งานจัดสวนที่เริ่มจากความชอบส่วนตัว ค่อยๆ พัฒนา จนไปสะดุดตาเพื่อนๆ และพี่ๆ ในวงการ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เส้นทางสายนี้ชัดเจนขึ้น และต่อยอดเป็นอาชีพในที่สุด

พี่ดุ๊กเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้แบบเรียบง่ายว่า จริงๆ แล้ว ‘งานจัดสวน’ เป็นแพชชันที่อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเป็นคนรักต้นไม้ ที่บ้านมีเรือนกล้วยไม้ ก็เลยได้คลุกคลีอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ตั้งแต่การเพาะชำเล็กๆ ไปจนถึงการลองตัดกิ่งไม้จากบ้านเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก มาปักชำภายในเรือนกล้วยไม้ของพ่อ

พอเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้ค่อยๆ เติบโต ความสุขเล็กๆ แบบนั้นทำให้เขาสนุกกับการจัดสวนโดยไม่รู้ตัว และความรู้สึกนี้ก็ค่อยๆ สะสม กลายเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนนั้น

เมื่อโตขึ้น ความชอบที่เคยเป็นแค่เรื่องเล่นๆ ก็เริ่มจริงจังมากขึ้น เริ่มจากที่คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้ลองจัดการบ้านของตัวเอง ขณะเดียวกันพอเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยความที่เป็นคนชอบงานอาร์ตอยู่แล้ว เวลาทำงานในกองถ่าย ตัวเองก็มักจะเข้าไปช่วยดูงานฉากหรือองค์ประกอบต่างๆ อยู่เสมอ จนเพื่อนๆ และพี่น้องในวงการเริ่มชวนไปช่วยแต่งบ้าน จัดสวนให้ ซึ่งก็ทำมาเรื่อยๆ แบบไม่ได้คิดเป็นอาชีพ

กระทั่งช่วงที่งานทีวีเริ่มซบเซา เส้นทางก็พาให้เขาหันมาทำคอนเทนต์ออนไลน์อย่างจริงจัง โดยมีหลานเป็นคนชวนให้ลองหยิบสิ่งที่ตัวเองรักมาลองเล่าในแบบของตัวเอง ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเรื่องการแต่งบ้านและการจัดสวน คือสิ่งที่ใช่ที่สุด

พอเริ่มแชร์ออกไป สิ่งที่เคยทำเล่นๆ ก็เริ่มถูกมองเห็นมากขึ้น จากการบอกต่อในกลุ่มเพื่อน กลายเป็นงานจริงที่มีคนติดต่อเข้ามา และต่อยอดเป็นคอนเทนต์ที่คนสนใจ จนเกิดเป็นกระแสไวรัลขึ้นมา จากตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นอาชีพเต็มตัว แต่อยากเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้คนที่รักบ้านรักสวนได้ลองลงมือทำเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับพาเขาไปไกลกว่านั้น

และหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญคือการลองมองหาอะไรใหม่ๆ อย่างการนำไม้สายพันธุ์ออสเตรเลียนเนทีฟ เช่น เกรวิเลีย มาปลูก ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเรา เขาและหลานช่วยกันตระเวนหาแหล่งขาย ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ แม้บางร้านจะมีเพียงไม่กี่ต้น แต่ก็ยังคงค่อยๆ คัดเลือกจนได้ต้นที่ฟอร์มสวยอย่างที่ต้องการ

เกรวิเลีย
จากการลองผิดลองถูกนั้น จึงพัฒนามาเป็นสวนในคอนเซ็ปต์ ‘ออสเตรเลียนคอตเทจ’ ที่รวมเอาพืชพื้นถิ่นอย่างหลิวออสเตรเลีย เกรวิเลีย แปรงล้างขวด ยูคาลิปตัส และไม้อื่นๆ มาจัดวางให้เข้ากัน กลายเป็นโปรเจ็กต์แรกที่ทั้งแปลกใหม่และโดดเด่น และเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในเส้นทางนี้อย่างจริงจัง

แปรงล้างขวด
“Contemporary Garden”
เสน่ห์สวนร่วมสมัย
ยุคที่คนจัดสวนสนุกที่สุด
เมื่อชวนคุยถึงทิศทางของการจัดสวนในนาทีนี้ พี่ดุ๊กวิเคราะห์ให้ฟังว่า กระแสการจัดสวนและการปลูกต้นไม้ในบ้านเราเห็นได้ชัดว่าเริ่มมีการเติบโตขึ้นในช่วงโควิด เพราะคนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น เลยเริ่มหันมาปลูกต้นไม้และจัดสวนกันเอง ทำให้วงการสวนในเชิงเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนมากขึ้น คนจำนวนไม่น้อยเริ่มจากดูคอนเทนต์แล้วลงมือทำจริง บางคนถึงขั้นต่อยอดกลายเป็นอาชีพรับจัดสวนก็มี ซึ่งส่วนหนึ่งเราก็มีโอกาสเป็นอินสไปร์ให้เขา พอเขาทำตามแล้วได้ผล ก็มีฟีดแบ็กกลับมาเรื่อยๆ มันเลยยิ่งสะท้อนว่าตลาดนี้มันเติบโตขึ้นจริง

ส่วนในแง่สไตล์ สวนยุคนี้มีความเป็นคอนเทมโพรารี่มากขึ้น จากเดิมที่คนจะนึกถึงสวนอังกฤษ สวนฝรั่งเศส หรือเมดิเตอร์เรเนียนแบบชัดๆ ตอนนี้กลายเป็นการผสมผสานมากขึ้น มีความหลากหลาย และเปิดกว้างกับการเอาไม้ดอกไม้ประดับเข้ามาใช้มากขึ้นด้วย ยิ่งพอเราเริ่มทำคอนเทนต์ ก็ได้เชื่อมกับเกษตรกรและนักเพาะพันธุ์ไม้มากขึ้น เลยได้เห็นว่ามีคนไทยจำนวนมากที่เก่งเรื่องการขยายพันธุ์ไม้ต่างประเทศ จนสามารถปรับตัวให้ปลูกในบ้านเราได้จริง และมีความหลากหลายไม่แพ้ต่างประเทศเลย

มาประกอบกับที่เราเป็นคนเดินทางบ่อย เวลาไปต่างประเทศจะไม่ได้ไปในมุมท่องเที่ยว แต่จะไปดูสวน Botanical Garden และเนิร์สเซอรี่ต่างๆ เห็นแบบนั้นแล้วเราก็อยากพัฒนางานของตัวเองให้ไปถึงจุดนั้น

“ส่วนตัวแล้วงานของพี่จะค่อนข้างชัดในเรื่องคาแรกเตอร์ คือมองการจัดสวนเป็นงานศิลปะ เน้นการผสมโทนสี และการจัดเลเยอร์ของสีที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจธรรมชาติของพืชก่อน ว่าตัวไหนอยู่แดด ตัวไหนอยู่ร่ม ต้องการน้ำมากน้อยแค่ไหน พอทุกอย่างมันซัพพอร์ตกันได้ สวนจะออกมามีมิติและสวยขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบสูงมาก”

โดยรูปแบบการทำงานของเราหลักๆ มีสองแบบ แบบแรกคือ Based on Content ลูกค้าจะเป็นคนที่ชอบสไตล์เราอยู่แล้ว ทำให้ทำงานง่ายในแง่ทิศทาง แต่ก็ยังต้องคุยเรื่องไลฟ์สไตล์ เช่น บางคนชอบไม้ดอกแต่ไม่อยากดูแลมาก ก็ต้องเลือกพันธุ์ที่ทนและดูแลง่าย หรือบางคนมีภาพชัดว่าอยากได้ต้นอะไรเป็นจุดเด่น (Signature) เราก็ต้องเอามาออกแบบให้ลงตัว

อีกแบบคือการทำในฐานะที่ปรึกษาและผู้ออกแบบ ซึ่งลูกค้าต้องเปิดใจและเข้าใจว่ากำลังซื้องานดีไซน์ ไม่ใช่แค่สวนสวยทั่วไป งานจะเป็นการบาลานซ์ระหว่างความต้องการของเขากับตัวตนของเรา

ซึ่งความท้าทายหลักของงานนี้ไม่ใช่ดีไซน์ แต่เป็นข้อจำกัดของพื้นที่ บางคนอยากได้สวนสวยแต่พื้นที่จำกัด หรือบางเคสดีไซน์ไว้แล้ว แต่พอลงหน้างานจริงเจอท่อ เจอระบบใต้ดิน ก็ต้องแก้หน้างาน ซึ่งต้องอาศัยทีมซัพพอร์ตเข้ามาช่วย

“ยกตัวอย่างเคสที่พี่เคยไปทำสวนที่ออสเตรเลีย พี่ไม่สามารถพาทีมไปได้ทั้งหมด เลยต้องทำงานร่วมกับเจ้าของบ้านตั้งแต่ต้นทาง ให้เขาช่วยหาพันธุ์ไม้จากเนิร์สเซอรี่ในพื้นที่ ใช้เวลาทำงานร่วมกันเป็นปี ก่อนที่พี่จะบินไปลงหน้างานจริงประมาณ 5 วัน โดยเริ่มตั้งแต่ปรับดิน วางเลเยอร์ เขียนแบบลงบนพื้นที่จริง แล้วค่อยเติมองค์ประกอบอย่างหินและต้นไม้เข้าไป”

ซึ่งสิ่งที่ต่างคือเนิร์สเซอรี่ที่นั่นจะขายเป็นต้นกล้า มากกว่าต้นที่ฟอร์มสมบูรณ์แบบบ้านเรา ทำให้เราต้องมองภาพในอนาคตมากขึ้น แต่พอผ่านไป 1–2 ปี แล้วได้กลับไปดู สวนก็ออกมาเป็นแบบที่เราจินตนาการไว้จริงๆ

พื้นที่เล็ก งบจำกัด…แต่ ‘‘สไตล์’ไม่จำกัด
ถ้าอยากให้สวนที่บ้านออกมาดูสวยมีสไตล์ในพื้นที่ และงบประมาณจำกัด พี่ดุ๊กแนะเคล็ดลับง่ายๆ ว่า ควรเริ่มจากการเลือก ‘ต้นไม้หลัก’ หรือไม้ประธานก่อน ให้เป็นตัวเด่นของสวน อาจไม่ต้องต้นใหญ่ แต่ควรมีรูปทรงสวย ดูแล้วสะดุดตา และต้องเหมาะกับพื้นที่ที่เรามี ทั้งขนาดและสภาพแวดล้อม เช่น จุดนั้นมีแดดพอไหม ลมแรงไหม ต้นไม้อยู่ได้หรือเปล่า ที่สำคัญคือควรจัดงบไว้กับต้นนี้ก่อน

พอได้ต้นไม้หลักแล้ว ค่อยคิดต่อว่าจะจัดต้นไม้อื่นๆ มารองยังไง โดยดูว่าต้นหลักให้ร่มเงาแค่ไหน ถ้ามันบังแดดเยอะ พื้นด้านล่างก็จะเหมาะกับไม้ใบหรือพืชที่ชอบร่ม มากกว่าไม้ดอกที่ต้องการแดดจัด

จากนั้นค่อยเติมองค์ประกอบอื่นเข้าไป เช่น ไม้พุ่มเล็กๆ หรือไม้ใบหลายเฉดสีเขียว เพื่อให้ดูมีมิติ ไม่เรียบเกินไป อาจวางก้อนหินสักก้อนหนึ่งให้ดูเป็นธรรมชาติ หรือใส่อ่างน้ำเล็กๆ หรืออ่างน้ำนก เพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้สวน แล้วพื้นอาจโรยกรวดเพื่อให้ดูเรียบร้อย และช่วยดูแลง่ายขึ้น

สุดท้ายลองสังเกตว่ามีมุมไหนที่แดดลงถึงบ้าง ถ้ามีจุดที่โดนแดดดี ก็สามารถแทรกไม้ดอกเล็กๆ เข้าไปเพิ่มสีสันได้ แต่ควรเลือกชนิดที่ทนและเข้ากับต้นไม้อื่นๆ ในสวน สรุปง่ายๆ คือ เริ่มจากต้นไม้หลักก่อน แล้วค่อยต่อยอดองค์ประกอบอื่นๆ ให้เข้ากัน ทั้งเรื่องแสง พื้นที่ และงบประมาณ

จัดองค์ประกอบให้เป๊ะ เนรมิตสวนสวยกินได้
ได้ทั้งความรื่นรมย์และผลผลิตในพื้นที่เดียว
หลายคนอยากมีสวนที่ทั้งสวยและกินได้ในพื้นที่เดียวกัน พอถามพี่ดุ๊กว่าเรื่องนี้เป็นไปได้แค่ไหน พี่ดุ๊กตอบว่า ทำได้แน่นอนแต่ต้องแยกจุดประสงค์ให้ชัดก่อนว่าเราต้องการ ‘ผลผลิต’ หรือ ‘ความสวยงาม’ เพราะถ้าเป็นเชิงเกษตรจริงๆ การจัดการจะเป็นอีกระบบหนึ่งเลย เน้นผลผลิต ดูแลเข้มข้น จัดระยะปลูกเฉพาะทาง

แต่ถ้าเป็นแนวสวนประดับที่แทรกไม้กินได้ เราสามารถใช้ไม้ผลเป็นไม้ประธานได้ 1–2 ต้น โดยเลือกชนิดที่มี ฟอร์ม หรือโครงสร้าง สวยๆ เช่น เงาะ, ลิ้นจี่ หรือกลุ่มส้ม ซึ่งมีทรงพุ่มและจังหวะกิ่งที่น่าสนใจในเชิงดีไซน์ เช่น หลิวออสเตรเลีย ฟอร์มของต้นสามารถใช้แทนเงาะได้เลย

จากนั้นค่อยจัดลำดับชั้นการปลูก โดยใช้พืชที่ทั้ง ‘กินได้’ และ ‘ดูดี’ มาผสมกัน เช่น ชั้นกลางใช้พวกสมุนไพรที่มีดอก อย่าง โหระพา เสริมสีด้วยไม้ดอกตระกูลเดียวกันอย่าง ซัลเวีย เพื่อสร้างคุมโทนของสี ส่วนชั้นล่างใช้ไม้คลุมดิน เช่น มินต์ หรือ สะระแหน่ เพื่อเติมความเขียวแบบนุ่มๆ และในบางจุดสามารถแทรกไม้ผลขนาดเล็กที่ให้สี เช่น ส้มจี๊ด เพื่อสร้างจุดเด่นเพิ่มเติมให้กับสวน มากกว่าจะเน้นเก็บผลจริงจัง

สรุปคือแนวทางนี้เป็นการผสมระหว่าง ‘สวนสวย’ กับ ‘สวนกินได้’ สามารถทำได้จริง แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการดูแลและความคาดหวังผลผลิต จึงอาจยังไม่ใช่กระแสหลักในวงกว้าง แต่ในทางปฏิบัติถ้าคนที่มีความเข้าใจไม้ผลดีอยู่แล้วมาปรับใช้แนวคิดนี้ ก็มีโอกาสพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด

เปิดเทรนด์สวนอนาคตที่ ‘สีสัน’
และ ‘ฟังก์ชัน’ต้องมาคู่กัน
พอถามทิศทางของการจัดสวนในอนาคต พี่ดุ๊กให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ตอนนี้การจัดสวนด้วยไม้ดอกกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เห็นได้ชัดจากทั้งคาเฟ่และบ้านพักอาศัย ที่คนอยากมีมุมสวยๆ เอาไว้ถ่ายรูป ให้บรรยากาศคล้ายสวนฝรั่ง ทำให้ไม้ดอกกลายเป็นพระเอกของสวนมากขึ้น

แต่ไม้ดอกที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ จริงๆ แล้วมีการพัฒนา ทดลอง และคัดเลือกสายพันธุ์กันมาหลายปีแล้ว จากการเพาะต่อยอดจากต้นแม่พันธุ์ไปเรื่อยๆ จนได้พันธุ์ที่สามารถปรับตัวให้อยู่ในอากาศบ้านเราได้ดี เพราะฉะนั้นไม้กลุ่มนี้มีโอกาสอยู่ในตลาดไปได้อีกนาน ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว

ซึ่งถ้ามองพัฒนาการจะเห็นชัดว่า แต่ก่อนเรารู้จักไม้ดอกไม่กี่ชนิด เช่น กุหลาบ หรือ คุณนายตื่นสาย ที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ง่ายต่อมาจึงเริ่มเห็นไม้ใหม่ๆ อย่าง ฟอร์เก็ตมีน็อต เข้ามาในตลาดมากขึ้น และปัจจุบันไปไกลกว่าเดิมมาก เช่น กลุ่มซัลเวีย และ เสจ ที่มีหลายสายพันธุ์ รวมถึง รัสเซียนเสจ และ บลูเสจ ที่ให้โทนสีสวยแบบสวนเมืองหนาว มี รูดเบ้กเกีย ที่หน้าตาคล้ายทานตะวันแต่จริงๆ เป็นคนละชนิด และ ไอริส ที่จากเดิมมีแค่สีเหลืองเรียบๆ ตอนนี้มีทั้งสีม่วง และแบบ บัตเตอร์ฟลายไอริส ที่รูปทรงและลักษณะใบชัดขึ้น

จะเห็นว่าตลาดไม้ดอกมีการต่อยอดมาตลอด ไม่ได้หยุดนิ่ง สิ่งสำคัญสำหรับคนปลูกหรือคนจัดสวน คือการเลือกพันธุ์ที่เหมาะต้องดูว่ามาจากแหล่งที่เขาปรับตัวได้ดีแล้ว หรือถ้าอยากลองของใหม่ จะนำเข้าหรือหาพันธุ์ใหม่มาทดลอง ก็ต้องใช้เวลาเลี้ยงจนแน่ใจว่าเขาแข็งแรง อยู่กับอากาศบ้านเราได้ และควรเป็นไม้ที่ออกดอกได้มากกว่าหนึ่งครั้ง และเรื่องการดูแลก็สำคัญ ไม้ดอกหลายชนิดจะมีจังหวะของมัน เช่น ในต่างประเทศ พอเข้าหนาวต้นจะหดหรือพักตัวไป แต่ในบ้านเรา หลายชนิดจะมีปัญหาในช่วงหน้าฝน เพราะไม่ชอบความชื้นหรือฝนจัด

 

วิธีคือ ต้องตัดแต่งให้เหลือโคนหรือเหลือตอไว้ พอผ่านหน้าฝนไป เขาจะกลับมาแตกใหม่ ฟูสวยในหน้าหนาว และเริ่มให้ดอกอีกครั้งในหน้าร้อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของเขา

อีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความต้องการของคน สมัยก่อนอาจพอใจกับไม้ดอกที่อยู่ได้ไม่นาน เช่น กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส หรือกล้วยไม้ทั่วไป ที่อยู่ได้เป็นเดือนก็โอเคแล้ว แต่ตอนนี้คนเริ่มมองหาไม้ดอกที่อยู่ได้นานขึ้น เช่น ครึ่งปี หนึ่งปี หรือมากกว่านั้น และที่สำคัญคือดูแลง่าย เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่กระแสไม้ดอก แต่เป็นการพัฒนาไปสู่ไม้ดอกที่อยู่ได้นาน ปรับตัวกับอากาศบ้านเราได้ ดูแลง่าย และให้ดอกได้ต่อเนื่อง

“สำหรับเกษตรกรหรือคนทำสวน ถ้าเข้าใจจุดนี้ แล้วลองคัดเลือกพันธุ์ ทดลองปลูก และค่อยๆ เพิ่มความหลากหลายของสีและชนิดเข้าไป ก็สามารถต่อยอดได้อีกไกล และทำให้สวนมีสีสันได้ตลอดทั้งปี” พี่ดุ๊กกล่าวทิ้งท้าย

ตกลง