ผศ.ดร.ชัยรัตน์ บูรณะ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตรนวัตและการจัดการ ได้นำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชและนวัตกรรมการเกษตร ผู้ต่อยอดและพัฒนา “ผักเกล็ดหิมะ” หรือ Ice Plant พืชมูลค่าสูงที่ได้รับความสนใจในตลาดสุขภาพอยู่ในระดับหนึ่ง พร้อมสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนสามารถสร้างรายได้เสริมให้สมาชิกในเครือข่ายเฉลี่ยราว 30,000-50,000 บาทต่อเดือน
ผศ.ดร.ชัยรัตน์ บูรณะ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตรนวัตและการจัดการ
อาจารย์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ก่อนเข้าสู่เส้นทางการศึกษาด้านเกษตรกรรม เป็นคนที่ชื่นชอบการปลูกพืชอยู่แล้ว แต่ในเวลานั้นยังไม่ได้เข้าใจโครงสร้างหรือกลไกระดับเซลล์และโมเลกุลของพืชอย่างลึกซึ้ง กระทั่งได้ศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก จึงค้นพบว่าแม้พืชแต่ละชนิดจะมีลักษณะภายนอกแตกต่างกัน แต่ในระดับพื้นฐานกลับมีระบบเซลล์และกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ใกล้เคียงกัน
“เมื่อเราเข้าใจกลไกของพืชชนิดหนึ่งได้ดี ก็สามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่พืชชนิดอื่นได้เช่นกัน” แนวคิดนี้ทำให้เริ่มศึกษาและทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจและพืชมูลค่าสูงหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเคล กัญชา สตรอว์เบอร์รี หรือผักสลัดชนิดต่างๆ
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงศึกษาระดับปริญญาเอกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่ออาจารย์ได้มีโอกาสลองรับประทาน Ice Plant เป็นครั้งแรก และพบว่าพืชชนิดนี้มีเอกลักษณ์ทั้งด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส โดยเฉพาะความกรุบฉ่ำน้ำคล้ายไข่กุ้งผสมสาหร่ายพวงองุ่น จึงมองว่าอาจเป็นพืชที่ช่วยให้เด็กหรือคนที่ไม่ชอบผักสามารถเปิดใจรับประทานผักได้ง่ายขึ้น แม้ในเวลานั้นจะยังไม่ได้เริ่มศึกษาเชิงลึกอย่างจริงจังก็ตาม
ต่อมา หลังกลับมาทำงานเป็นอาจารย์ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้บริหารในเครือ CP ได้เดินทางไปประเทศจีนและมีโอกาสรับประทานผักชนิดนี้เช่นกัน ก่อนจะมอบหมายให้อาจารย์ศึกษาวิธีการปลูกและพัฒนาให้สามารถผลิตในประเทศไทยได้ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงผักคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้
“ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี ผมใช้เวลาเรียนรู้และพัฒนาระบบการปลูกผักเกล็ดหิมะอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากองค์ความรู้ในจีน ญี่ปุ่น และการทดลองจริงในประเทศไทย โดยในประเทศจีน พืชชนิดนี้รู้จักกันในชื่อ “ปิงช่าย” ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ซูกุรินะ” หรือ Ice Planto”
ซึ่งในช่วงแรกของการพัฒนา ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าผักชนิดนี้จะเหมาะกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยหรือไม่ จึงทดลองปลูกในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งเชียงใหม่ กาญจนบุรี ราชบุรี ชลบุรี และนนทบุรี ผลปรากฏว่าสามารถปลูกได้แทบทุกพื้นที่ เพียงแต่ต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม
ผักเกล็ดหิมะ
เนื่องจากผักเกล็ดหิมะเป็นพืชที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ หากอุณหภูมิสูงเกินไปจะเจริญเติบโตช้า แต่หากได้รับแสงน้อยเกินไปก็จะโตไม่สมบูรณ์ และถ้าหากให้น้ำมากเกินไป ระบบเซลล์อวบน้ำอาจแตกจนเกิดอาการเน่าได้ง่าย จึงถือเป็นพืชที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงสรีรวิทยาและการจัดการแปลงปลูกค่อนข้างละเอียด
และสำหรับที่มาของชื่อ “ผักเกล็ดหิมะ” เกิดขึ้นระหว่างการทดลองปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเกษตรกรชนเผ่าที่ร่วมปลูกสังเกตเห็นผลึกใสเล็กๆ บริเวณก้านและใต้ใบ จึงเสนอชื่อไทยว่า “ผักแม่คะนิ้ง” เพราะมีลักษณะคล้ายเกล็ดน้ำแข็งในฤดูหนาว ก่อนจะมีการนำชื่อดังกล่าวมาหารือร่วมกันในวงประชุม และมีการเสนออีกชื่อคือ “ผักเกล็ดหิมะ” ซึ่งสื่อภาพลักษณ์ของผลึกใสบนใบได้ชัดเจนกว่า ท้ายที่สุด ชื่อ “ผักเกล็ดหิมะ” ได้รับความนิยมและจดจำง่ายที่สุด จนกลายเป็นชื่อเรียกภาษาไทยอย่างเป็นทางการของ Ice Plant ในปัจจุบัน และถือเป็นหนึ่งในนิยามที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาในประเทศไทยเอง
จุดเด่นสำคัญของพืชชนิดนี้ คือผลึกใสคล้ายเกล็ดน้ำแข็งที่เคลือบอยู่บนใบและลำต้น ซึ่งแท้จริงแล้วคือเซลล์ที่ทำหน้าที่สะสมน้ำ แร่ธาตุ และเกลือ ช่วยให้พืชสามารถทนต่อความเค็มและสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดี จึงสามารถปลูกในพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้ รวมถึงทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ในระดับหนึ่ง
ในบางประเทศ เช่น จีน นิยมปลูกผักเกล็ดหิมะบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลแถบเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ในประเทศไทย ผู้ปลูกบางรายอาจเพิ่มความเค็มในระบบปลูกเพื่อกระตุ้นการเกิดผลึกบนใบ โดยมองว่าการเติมเกลือโดยตรงอาจทำให้พืชสะสมโซเดียมสูงเกินจำเป็น และส่งผลต่อผู้บริโภคได้
ซึ่งมีอีกวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่า คือการควบคุมปริมาณน้ำและความชื้นอย่างเหมาะสม เพราะหากให้น้ำมากเกินไป เซลล์เก็บน้ำจะขยายตัวจนผลึกดูไม่ชัด แต่เมื่อพืชได้รับน้ำในระดับพอเหมาะ ระบบจะกระตุ้นให้สะสมน้ำไว้ในใบและลำต้นมากขึ้น ทำให้เกล็ดใสมีความเด่นชัดและเนื้อสัมผัสกรุบมากขึ้นตามไปด้วย
ในด้านการบริโภค ผักเกล็ดหิมะนิยมรับประทานสดในเมนูสลัด หรือรับประทานคู่กับซูชิ ซาชิมิ และอาหารทะเล เพราะมีรสสัมผัสสดชื่น เค็มอ่อนๆ ตามธรรมชาติคล้ายสาหร่ายพวงองุ่น ส่วนที่ในญี่ปุ่นและจีน นิยมนำไปผัดไฟอ่อนหรือรับประทานกับชาบู เมื่อผ่านความร้อน เนื้อสัมผัสยังคงความกรุบ และให้รสชาติคล้ายสาหร่ายพวงองุ่น มีเปรี้ยวปลายลิ้นเล็กน้อย
ด้านคุณค่าทางโภชนาการและงานวิจัย ผักเกล็ดหิมะถือเป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ พินิทอล และไมโอ-ไอโนซิทอล ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโพลิออล ที่มีการศึกษาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังพบวิตามินเค เบตาแคโรทีน และแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ในอุตสาหกรรมเวชสำอาง สารสกัดจากผักเกล็ดหิมะยังถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำของผิว และส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และบางงานวิจัยยังระบุว่าสารสกัดอาจมีศักยภาพในการช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี และลดภาวะเครียดของเซลล์ผิว อย่างไรก็ตาม สรรพคุณเชิงรักษาโรคยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอนาคต
“เกล็ดหิมะ” ผักน้องใหม่
ที่ต้องใช้เวลาสื่อสารกับผู้บริโภค
อาจารย์อธิบายว่า หากพูดถึงการบริโภคผักเกล็ดหิมะ ในประเทศจีนและญี่ปุ่น จริงๆ แล้วถือว่าเป็นพืชที่เพิ่งเริ่มได้รับความนิยมในช่วงประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้ทั้งสองประเทศจะรู้จักพืชชนิดนี้มานานกว่าประเทศไทยก็ตาม แต่การบริโภคยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากเป็นผักมูลค่าสูง ราคาค่อนข้างแพง และยังถือเป็นผักทางเลือกสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม
ในประเทศญี่ปุ่น ผักเกล็ดหิมะมักถูกใช้ในร้านอาหารระดับพรีเมียม เช่น ร้านซูชิ โอมากาเสะ หรือภัตตาคารที่เน้นวัตถุดิบเฉพาะทาง เพราะจุดเด่นของผักชนิดนี้คือรสสัมผัสกรุบฉ่ำน้ำ มีรสเค็มอ่อนๆ ตามธรรมชาติคล้ายสาหร่ายทะเล จึงเข้ากันได้ดีกับเมนูปลาดิบ ซาชิมิ และอาหารทะเล ขณะที่ในประเทศจีน นิยมใช้ในภัตตาคารหรือร้านอาหารสมัยใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพ
ส่วนในตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยนิยมซื้อ เนื่องจากราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผักทั่วไป และยังเป็นพืชใหม่ที่ผู้บริโภคจำนวนมากไม่คุ้นเคย หรือยังไม่เข้าใจคุณค่าของพืชชนิดนี้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ในประเทศไทยช่วงแรกก็ไม่ต่างกันมากนัก ในระยะแรกผู้บริหารและทีมพัฒนาต้องการผลักดันให้คนไทยสามารถเข้าถึงผักเกล็ดหิมะได้ในวงกว้าง จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก พร้อมพยายามผลักดันเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด แต่เมื่อวางจำหน่ายจริงกลับพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักผักชนิดนี้ ทำให้การตอบรับในช่วงแรกยังไม่สูงนัก
ซึ่งในฐานะนักวิจัยและผู้พัฒนาเครือข่ายการปลูก อาจารย์มองว่า เมื่อมีการส่งเสริมให้เกษตรกรลงทุนปลูกแล้ว ก็ต้องเดินหน้าสร้างตลาดควบคู่กันไป เพราะหากไม่มีการพัฒนาตลาดรองรับ ก็อาจกลายเป็นการผลักภาระให้เกษตรกร ดังนั้นตลอดช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา จึงมีการทำงานทั้งด้านการวิจัย การพัฒนาระบบปลูก และการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคไปพร้อมกัน จนปัจจุบันผักเกล็ดหิมะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทั้งในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และผู้บริโภคสายสุขภาพ
ในด้านการผลิต ปัจจุบันพื้นที่ปลูกผักเกล็ดหิมะในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก มีผู้ปลูกเชิงพาณิชย์หลักเพียงประมาณ 2-3 ราย เนื่องจากเป็นพืชที่ต้องอาศัยองค์ความรู้เฉพาะด้านและการควบคุมสภาพแวดล้อมค่อนข้างละเอียด
แนะเทคนิคปลูกผักเกล็ดหิมะ
สร้างรายได้เสริม พื้นที่ไม่มากทำได้
สำหรับผู้ที่สนใจปลูกผักเกล็ดหิมะเพื่อสร้างรายได้เสริม อาจารย์แนะนำว่า ปัจจุบันระบบการปลูกในประเทศไทยสามารถเลือกทำได้ 2 รูปแบบหลัก ตามความเหมาะสมของพื้นที่และเงินทุน ได้แก่
ปลูกบนดินแบบอินทรีย์
การปลูกบนดินแบบอินทรีย์ แนวทางนี้เน้นการปลูกโดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เนื่องจากผักเกล็ดหิมะเป็นพืชที่ไวต่อสารเคมีค่อนข้างมาก ทั้งสารกำจัดศัตรูพืชและสารระเหยในอากาศ ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริงคือ แม้แปลงปลูกจะไม่ใช้สารเคมีเลย แต่เมื่อพื้นที่ข้างเคียงฉีดพ่นสารป้องกันแมลงในแปลงคะน้า กลับส่งผลให้ผักเกล็ดหิมะเกิดอาการเสียหายทั้งแปลง สะท้อนให้เห็นว่าพืชชนิดนี้มีความเซนซิทีฟต่อสารเคมีสูงมาก
ภายในโรงเรือนระบบปิด หรือ Plant Factory
ระบบไฮโดรโปนิกส์ อีกระบบหนึ่งคือการปลูกแบบไร้ดิน ภายในโรงเรือนระบบปิด หรือ Plant Factory ที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง และธาตุอาหารด้วยระบบ Artificial Lighting ซึ่งช่วยให้ควบคุมคุณภาพผลผลิตได้สม่ำเสมอ และสามารถลดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวได้ ทำให้ผลผลิตโตเร็วและมีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกล็อต
แต่ระบบดังกล่าวมีต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งค่าไฟฟ้า ระบบควบคุมสภาพแวดล้อม และอุปกรณ์เฉพาะทาง อีกทั้งผักเกล็ดหิมะยังไวต่อสารระเหยในอากาศ แม้แต่น้ำยาทำความสะอาดพื้นภายในโรงเรือนก็อาจส่งผลกระทบได้ โดยเคยเกิดกรณีที่มีการใช้น้ำยาทำความสะอาดภายใน Plant Factory แล้วสารระเหยลอยขึ้นไปกระทบต้นพืช จนทำให้ผักเสียหายยกชั้นปลูก
โดยปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกผักเกล็ดหิมะทั้งในส่วนของฟาร์มตนเองและเครือข่ายเกษตรกรรวมประมาณ 6-7 ไร่ โดยเน้นการผลิตในระบบปลอดสารเคมี และพัฒนาร่วมกับเกษตรกรเครือข่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมจากพืชมูลค่าสูงชนิดนี้
อาจารย์อธิบายว่า การปลูกผักเกล็ดหิมะแม้จะมีมูลค่าทางการตลาดสูง แต่เป็นพืชที่ต้องอาศัยความละเอียดในการจัดการค่อนข้างมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การเพาะเมล็ด ไปจนถึงการควบคุมสภาพแวดล้อมระหว่างการปลูก
สำหรับการเตรียมวัสดุปลูก จะใช้ดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอกและแกลบ ในอัตราส่วน 1:1:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนนำไปหมักจนวัสดุอินทรีย์ย่อยสลายสมบูรณ์ เพื่อลดความร้อนและเพิ่มความเสถียรของดิน จากนั้นจึงนำมาใช้ปลูก โดยสามารถเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เช่น ไตรโคเดอร์มา หรือบิวเวอเรีย ลงไปในวัสดุปลูก เพื่อช่วยป้องกันโรคพืชและลดความเสี่ยงจากเชื้อราและแมลงในระยะยาว
ถัดมาคือการเพาะเมล็ด ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ยากที่สุดคือ เนื่องจากเมล็ดของผักเกล็ดหิมะมีขนาดเล็กมาก ใกล้เคียงปลายเข็ม การให้น้ำจึงจำเป็นต้องใช้หัวพ่นละอองแบบฟ็อกกี้หรือสเปรย์ละเอียด ไม่สามารถใช้สายยางหรือบัวรดน้ำโดยตรงได้ เพราะแรงน้ำอาจทำให้ต้นอ่อนล้ม หรือเมล็ดกระเด็นเสียหาย
วิธีการเพาะสามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ เพาะในถาดหลุม โดยใช้พีทมอสเป็นวัสดุเพาะ และหยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด เพื่อป้องกันการสูญหายจากแรงลมหรือการกระเด็นของน้ำ เมื่อเมล็ดงอกจึงคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ไปปลูกต่อและเพาะแบบหว่านในกระบะ เมื่อกล้าเริ่มแข็งแรงจึงย้ายลงถาดหลุม ก่อนนำลงแปลงปลูกจริงอีกครั้งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงสามารถย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูกได้
ในขั้นตอนการเตรียมแปลง หากพื้นที่มีการระบายน้ำดีอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องยกแปลงสูง แต่หากเป็นพื้นที่ชื้นหรือมีโอกาสเกิดน้ำขัง จำเป็นต้องยกแคร่หรือยกแปลงขึ้น เนื่องจากผักเกล็ดหิมะไวต่อความชื้นสะสมและปัญหารากเน่าอย่างมาก
ระยะปลูกที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 30 เซนติเมตรต่อต้น เพราะลักษณะการเจริญเติบโตของผักชนิดนี้จะคล้ายผักเบี้ย คือมีความสูงไม่มาก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร แต่จะแผ่ขยายด้านข้าง จึงต้องเว้นพื้นที่ให้ลำต้นสามารถแตกกิ่งและทอดเลื้อยได้เต็มที่
เรื่องการให้น้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของการปลูก ผักเกล็ดหิมะไม่ชอบสภาพดินแฉะ แต่ต้องการดินที่โปร่ง ระบายน้ำดี และมีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยทั่วไปจะให้น้ำวันละครั้ง หรือทุก 2 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากวันไหนไม่มีแดดหรือความชื้นสูง ก็จะลดปริมาณน้ำลง แต่หากอากาศร้อนจัดจึงค่อยเพิ่มการให้น้ำ
ในด้านธาตุอาหาร ระบบปลูกส่วนใหญ่จะไม่เน้นการให้ปุ๋ยระหว่างการเจริญเติบโต แต่จะเติมอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักไว้ตั้งแต่ช่วงเตรียมดิน เพื่อให้พืชค่อยๆ ดูดใช้ธาตุอาหารอย่างสมดุล
อีกหนึ่งจุดสำคัญของผักเกล็ดหิมะคือ คุณภาพเชิงรูปลักษณ์ เพราะนอกจากต้องมีผลึกใสหรือเกล็ดเด่นชัดแล้ว ขนาดใบยังต้องสวยเหมาะกับการนำไปจัดจานในร้านอาหาร หากใบใหญ่เกินไป ลูกค้ากลุ่มเชฟหรือร้านอาหารพรีเมียมมักไม่เลือกซื้อ เพราะจัดจานได้ยาก ทำให้ผลผลิตจากการตัดรอบแรกและรอบที่สองจะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
แต่ในทางกลับกัน อาจารย์มองว่าขนาดใบที่ใหญ่ขึ้นไม่ใช่ข้อเสียเสมอไป หากมีการสร้างมูลค่าเพิ่มและออกแบบเมนูใหม่ๆ เช่น นำไปทำเทมปุระ หรือใช้แทนผักห่อในเมนูหมูย่างเกาหลี ซึ่งใบขนาดใหญ่จะให้สัมผัสคล้ายผักปลัง แต่มีความกรอบ ฉ่ำน้ำ และไม่ลื่นเหมือนผักปลังทั่วไป
ในด้านโรคและแมลงศัตรูพืช แม้จะพบไม่มากนัก แต่ก็ยังมีปัญหาจากหนอนใยผัก ตั๊กแตน หรือแมลงกัดกินใบได้บ้าง ดังนั้นการจัดการแปลงจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการควบคุมวัชพืชและลดแหล่งสะสมโรคแมลง หลายฟาร์มจึงนิยมคลุมแปลงด้วยฟางหรือผ้าคลุมดิน เพราะผักเกล็ดหิมะมีลักษณะทอดเลื้อยต่ำ หากไม่มีวัสดุคลุม เวลารดน้ำดินอาจกระเด็นไปติดบริเวณใบและผลึกใสบนต้น ซึ่งทำความสะอาดได้ยากมาก หากผู้บริโภครับประทานแล้วพบเศษทรายติดอยู่ในผัก อาจส่งผลต่อภาพจำและความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ทันที เพราะเอกลักษณ์ของผักชนิดนี้คือการรับประทานสดและเน้นสัมผัสที่สะอาด กรุบ สดชื่น
ปริมาณผลผลิต หากคิดเฉลี่ยพื้นที่ประมาณ 1 งานต่อ 1 รอบการผลิต จะได้ผลผลิตราว 50-60 กิโลกรัม โดยการเก็บเกี่ยวจะใช้วิธีตัดยอด ซึ่งต้องอาศัยแรงงานและความประณีตค่อนข้างมาก
จุดเด่นสำคัญของผักเกล็ดหิมะคือสามารถเก็บเกี่ยวซ้ำได้หลายครั้ง โดยสถิติสูงสุดที่เคยทำได้ คือปลูกครั้งเดียวและสามารถตัดเก็บได้ถึงประมาณ 14 รอบ ในอัตราเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ระยะเวลาการปลูกจะแตกต่างกันตามระบบการผลิต หากปลูกในโรงเรือนทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงเริ่มเก็บเกี่ยวได้ แต่หากเป็นระบบปิดหรือ Plant Factory ที่ควบคุมแสงและสภาพแวดล้อม จะสามารถลดระยะเวลาเหลือประมาณ 2 เดือน โดยจำนวนรอบเก็บเกี่ยวจะขึ้นอยู่กับคุณภาพการเตรียมดิน การจัดการธาตุอาหาร และความสมบูรณ์ของต้นพืช
ต้นทุนหลักของการปลูกอยู่ที่โรงเรือน เพราะผักเกล็ดหิมะไม่สามารถปลูกกลางแจ้งได้ เนื่องจากไวต่อฝน น้ำค้าง และความชื้นสูง จึงจำเป็นต้องปลูกภายใต้หลังคาหรือระบบโรงเรือน รวมถึงอาจต้องยกแคร่ปลูก ติดตั้งระบบน้ำหยด หรือระบบควบคุมสภาพแวดล้อมเพิ่มเติม ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิต
อาจารย์ยอมรับว่า ผักเกล็ดหิมะถือเป็นหนึ่งในพืชที่ปลูกยาก จากประสบการณ์ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรกว่า 10 ราย มีเพียงประมาณ 1 รายเท่านั้นที่สามารถปลูกต่อได้สำเร็จ ส่วนที่เหลือมักเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่จัดการง่ายกว่า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผักเกล็ดหิมะยังคงมีราคาสูง โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 800 บาท
ตลาดหลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ B2B เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านโอมากาเสะ
B2C คือผู้บริโภคทั่วไปที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์หรือเพจฟาร์ม โดยบางรายเป็นลูกค้าประจำต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี
สำหรับแนวโน้มตลาด อาจารย์มองว่า แม้ปัจจุบันผู้บริโภคผักเกล็ดหิมะในประเทศไทยอาจยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดทั้งหมด แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนว่า ยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล เพราะผู้บริโภคอีกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เคยรู้จักหรือทดลองรับประทานผักชนิดนี้มาก่อน
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของผักเกล็ดหิมะในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการปลูก แต่คือการสร้างการรับรู้และพัฒนาตลาดควบคู่กันไป เพื่อให้พืชชนิดนี้สามารถเติบโตจากผักเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหนึ่งในพืชมูลค่าสูงแห่งอนาคตของไทยได้อย่างยั่งยืน
เกษตรกรมือใหม่ควรรู้
ปลูกผักยังไงให้เป็นรายได้เสริม
“อยากฝากถึงเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ที่สนใจปลูกผักเกล็ดหิมะว่า อย่าเพิ่งเริ่มจากการลงทุนใหญ่ ควรลองปลูกในพื้นที่เล็กๆ ก่อน เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติของพืชชนิดนี้ และดูว่าเราถูกโฉลกกับมันหรือไม่ เพราะแม้ผักเกล็ดหิมะจะเป็นพืชมูลค่าสูง แต่ก็เป็นพืชที่ดูแลค่อนข้างละเอียด และมีความท้าทายทั้งเรื่องการผลิตและการตลาด
ช่วงเริ่มต้นของการทำตลาดในประเทศไทยถือว่ายากมาก เพราะผู้บริโภคยังไม่รู้จัก เราจึงต้องทำทั้งประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ และสร้างความน่าเชื่อถือผ่านงานวิจัย พูดง่ายๆ คือเราไม่ได้ขายแค่ผัก แต่เราต้องขายความรู้ไปพร้อมกันด้วย
ตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ผมมองว่าผักเกล็ดหิมะสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรรายย่อยได้จริง หลายคนที่เคยปลูกกะหล่ำหรือมะเขือเทศ พอแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกผักเกล็ดหิมะแบบหมุนเวียน ก็สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน แม้จะมีพื้นที่เพียง 2 ไร่
และอีกเรื่องที่ต้องระวังคือเมล็ดพันธุ์ เพราะปัจจุบันเริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ทำให้มีปัญหาเมล็ดพันธุ์ปลอมหรือไม่ตรงสายพันธุ์ จึงควรซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบที่มาได้ และควรเริ่มทดลองปลูกจากปริมาณน้อยก่อน
สุดท้ายคือหลายคนคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการทำเกษตรคือการปลูก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ยากกว่าคือการขาย เพราะปลูกได้ ไม่ได้แปลว่าจะขายได้ ดังนั้นเกษตรยุคใหม่ต้องใช้ตลาดนำการผลิต ต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าคือใคร ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างจุดแตกต่างให้สินค้าอย่างไร
นอกจากนี้ เกษตรกรยุคใหม่ยังต้องมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งเรื่องคุณภาพ ความสม่ำเสมอของผลผลิต และการวางแผนให้มีสินค้าออกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานค่อนข้างสูง
สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนอาชีพมาทำเกษตรเต็มตัว ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบลาออกจากงานประจำทันที ลองทำควบคู่กันไปก่อน ถ้ามันเป็นทางของเราแล้วค่อยขยาย แต่ถ้าไม่ใช่ เราอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนปลูกก็ได้ เพราะในภาคเกษตรยังมีอีกหลายบทบาท ทั้งงานแปรรูป การตลาด สร้างแบรนด์ หรือแพลตฟอร์มขายสินค้า ซึ่งล้วนเป็นโอกาสในห่วงโซ่อุปทานการเกษตรเหมือนกัน” ผศ.ดร.ชัยรัตน์กล่าวทิ้งท้าย