เทคนิคปลูกกล้วยไข่คุณภาพส่งออก วางแผนปลูก–เก็บเกี่ยวให้ตรงตลาด เพิ่มมูลค่าผลผลิต
30 ม.ค. 2569
4
0
เทคนิคปลูกกล้วยไข่คุณภาพส่งออก
เทคนิคปลูกกล้วยไข่คุณภาพส่งออก วางแผนปลูก–เก็บเกี่ยวให้ตรงตลาด เพิ่มมูลค่าผลผลิต

ปัจจุบันกล้วยไข่กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตามองของประเทศ มีพื้นที่ปลูกเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการจากตลาดต่างประเทศขยายตัว ซึ่งมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก โดยกล้วยไข่เป็นกล้วยผลขนาดเล็ก นิยมบริโภคแบบผลสด มีรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์

กล้วยไข่สามารถปลูกได้เกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทย และที่สำคัญคือ เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ตลอดทั้งปี ทำให้กล้วยไข่กลายเป็นพืชที่มีความยืดหยุ่นสูงทั้งด้านการปลูกและการตลาด แหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ จันทบุรี และเพชรบุรี

 

ศักยภาพผลผลิตกล้วยไข่ต่อไร่

เลือกระยะปลูกให้เหมาะ ลดความเสี่ยง เพิ่มกำไร

ตามหลักวิชาการระยะปลูกกล้วยไข่ที่เหมาะสม คือ 2×2 เมตร แต่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรจำนวนมากนิยมปลูกชิดขึ้นที่ระยะ 1.5×2 เมตร ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง การปลูกชิดช่วยเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ แต่หากพื้นที่เสี่ยงลมแรงหรือพายุ จะเกิดปัญหาต้นกล้วยล้มแบบโดมิโน เนื่องจากไม่มีช่องลมผ่าน ตรงกันข้ามกับการปลูกระยะ 2×2 เมตร แม้จำนวนต้นน้อยกว่า แต่มีความแข็งแรง ลดความเสียหายจากลมพายุได้ชัดเจน เกษตรกรจึงควรประเมินสภาพพื้นที่ของตนเอง และในบางพื้นที่อาจต้องปลูกพืชแนวกันลม เช่น ไผ่รอบสวน ซึ่งยังสามารถนำมาใช้ค้ำเครือกล้วยได้อีกด้วย

 

ขั้นตอนเริ่มต้นปลูก

คือวางรากฐานให้กล้วยโตดี

การเตรียมพื้นที่เริ่มจากไถด้วยผาน 3 จากนั้นขุดหลุมปลูกขนาดประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร ระยะปลูกที่แนะนำคือ 2×2 เมตร วางหน่อพันธุ์ลงหลุมโดยหันด้านที่ติดกับต้นแม่ไปในทิศทางเดียวกัน กลบดิน กดให้แน่น และรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกควรใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมทุกครั้ง โดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เก่า ประมาณ 1 กำมือ และอาจเสริมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 เล็กน้อย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต ช่วงแรกต้องหมั่นกำจัดวัชพืช เมื่อกล้วยโตแล้วปัญหานี้จะลดลง

 

น้ำและปุ๋ย คือ หัวใจ

ของการปลูกกล้วยเชิงการค้า

แม้กล้วยจะเป็นพืชที่ค่อนข้างทนทาน แต่หากปลูกเป็นการค้า “น้ำ” คือปัจจัยสำคัญที่สุด กล้วยต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหน้าแล้ง หน้าดินควรมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด เพราะรากกล้วยแผ่กระจายอยู่ใกล้ผิวดิน วิธีให้น้ำมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้สายยาง ระบบสปริงเกลอร์ หรือปล่อยน้ำเข้าร่อง

ด้านปุ๋ย ใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 อัตราประมาณ 200–300 กรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 4 ครั้ง หลังปลูก 1 สัปดาห์ และทุกๆ 3 เดือน โดยในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว หลายรายเปลี่ยนมาใช้สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพและรสชาติผลผลิต

 

ตัดแต่งหน่อ–แต่งใบ เพิ่มคุณภาพเครือ

หลังปลูกประมาณ 5–6 เดือน จะเริ่มมีหน่อใหม่ ควรคัดเลือกไว้เพียง 2 หน่อที่แข็งแรง อยู่ตรงข้ามกัน เพื่อเป็นต้นทดแทนในอนาคต ส่วนหน่อที่เกิดภายหลังหรือ “หน่อตาม” ควรตัดทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหาร ทำให้เครือเล็กลง

ใบกล้วยต้องได้รับการตัดแต่งอย่างสม่ำเสมอ ใบที่แก่ แห้ง หรือเป็นโรค ควรตัดออก โดยยึดหลักว่า หากใบมีสีเหลืองเกิน 50% ถือว่าไม่ช่วยสังเคราะห์แสงแล้ว ปกติควรเลี้ยงใบไว้ 7–8 ใบ และก่อนเก็บเกี่ยวแต่งเหลือ 4–5 ใบ พร้อมค้ำยันเครือด้วยไม้ไผ่เพื่อป้องกันการโค่นล้ม

 

จากแทงปลีสู่วันเก็บเกี่ยว

กล้วยไข่จะเริ่มออกปลีเมื่ออายุประมาณ 6–9 เดือน โดยจะสังเกตเห็น “ใบธง” เป็นสัญญาณ ก่อนที่ปลีจะบานและพัฒนาเป็นหวีกล้วย ใช้เวลาประมาณ 10–17 วัน หลังดอกบานเกือบหมด ควรตัดปลีทิ้ง เพื่อให้ผลเจริญเต็มที่ ระยะเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วันหลังแทงปลี หรือ 30–45 วันหลังตัดปลี

การตัดเครือต้องทำอย่างระมัดระวัง ควรช่วยกัน 2 คน เพื่อลดการกระแทก และตั้งเครือโดยให้รอยตัดอยู่ด้านล่าง เพื่อไม่ให้ยางไหลเปื้อนผิวกล้วย

 

“กล้วยไข่นอกฤดู”

โอกาสทองที่ให้กำไรมากกว่า

โดยทั่วไปเกษตรกรจะปลูกกล้วยช่วงปลายพฤศจิกายน–มกราคม และเก็บเกี่ยวช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตออกมาก ราคาส่งออกจะอยู่ที่ 8–10 บาทต่อกิโลกรัม หากเป็นกล้วยตกเกรด ราคาจะเหลือ 5–6 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นรายได้ประมาณ 50–70 บาทต่อเครือ

แต่หากสามารถวางแผนให้กล้วยออกผลช่วงนอกฤดู ระหว่างเดือนมกราคม–เมษายน ซึ่งผลผลิตมีน้อย ราคาจะขยับขึ้นเป็น 10–15 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับส่งออก และ 7–8 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับเกรดรอง รายได้ต่อเครืออาจสูงถึง 70–150 บาท อีกทั้งผลผลิตช่วงนี้ผิวสวย โรคน้อย ฝนไม่รบกวน

ตกลง