8 สมุนไพรปลูกข้างรั้ว ต้านไวรัส เสริมภูมิ ใช้ทำอาหาร กินเป็นยาจากครัวธรรมชาติ
25 ก.พ. 2569
1
0
8สมุนไพรปลูกข้างรั้ว
8 สมุนไพรปลูกข้างรั้ว ต้านไวรัส เสริมภูมิ ใช้ทำอาหาร กินเป็นยาจากครัวธรรมชาติ

ในปัจจุบัน หลายๆ คนให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสมุนไพรพื้นบ้านที่หาได้ง่าย ปลูกง่าย และมีสรรพคุณทางยาหลากหลาย การปลูกสมุนไพรไว้รอบบ้านไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่ยังเป็นวิธีสร้าง “ครัวธรรมชาติ” ที่ให้ทั้งวัตถุดิบปรุงอาหารและยารักษาโรคฉบับพื้นบ้านอย่างครบถ้วน เหมาะกับการปลูกไว้ประจำบ้าน ไม่ว่าจะปลูกลงดินหรือในกระถางก็ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ

 

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวม 8 สมุนไพรปลูกข้างรั้วที่ควรมีติดบ้าน ช่วยต้านไวรัส เสริมภูมิคุ้มกัน และใช้ประกอบอาหารได้ทุกวัน พร้อมคำแนะนำด้านการปลูกสำหรับเกษตรกรและผู้สนใจนำไปประกอบอาหาร จะมีพืชชนิดไหนบ้างตามไปดูกันเลย แต่ละชนิดเชื่อว่าทุกๆ คนต้องรู้จักกันแน่นอน

1. ข่า
ข่า จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะเหง้าจะมีข้อหรือปล้องชัดเจน ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว รูปเรียวยาว ปลายแหลม ขึ้นเป็นกอ ข่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และมีอายุยืน สามารถขุดมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี

เหง้าข่า ซึ่งเป็นส่วนที่นิยมรับประทาน มีรสเผ็ดปร่า มีกลิ่นหอมฉุนจากน้ำมันหอมระเหย จึงถูกนำไปประกอบอาหารหลากหลายเมนู ทั้งต้มยำ ต้มแซ่บ น้ำพริก หรือเครื่องแกงต่างๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน นอกจากนี้ หน่อและดอกข่ายังนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริกอีกด้วย

 

ด้านสรรพคุณทางยา ข่าถือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน มักใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยในระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงลดการอักเสบ

การปลูกข่า
นิยมปลูกด้วยเหง้าอ่อน โดยเลือกเหง้าที่มีตาพร้อมแทงยอดประมาณ 4–5 ยอด เว้นระยะปลูก 1×1 เมตร และปลูกแบบสลับฟันปลา เนื่องจากข่ามีการเจริญเติบโตแผ่ออกด้านข้าง สำหรับการใส่ปุ๋ย ให้รองก้นหลุมตั้งแต่เริ่มปลูก และเติมปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยวทุกครั้ง โดยใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบถ้วน

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
เหมาะสำหรับปลูกในฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ข่าชอบความชื้นสูง เจริญได้ดีในดินเกือบทุกชนิดที่ระบายน้ำดี โดยค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) ควรอยู่ที่ 6–6.5

การเก็บเกี่ยว
สามารถเก็บเกี่ยวได้ 2 ระยะ

ข่าอ่อน : เก็บได้หลังปลูกประมาณ 6 เดือน
ข่าแก่ : เก็บได้หลังปลูกประมาณ 1 ปี
ก่อนขุดควรรดน้ำให้ดินนิ่ม เพื่อลดความเสียหายต่อเหง้าที่ต้องการเก็บไว้ขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไป

การขยายพันธุ์
ใช้การขยายพันธุ์ด้วยเหง้าเป็นหลัก

เมนูที่หลายคนนึกถึงเมื่อกล่าวถึง “ข่า” คือ ต้มข่าไก่ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อ แต่ข่ายังสามารถนำไปทำอาหารได้อีกหลายเมนู นอกจากคุณประโยชน์ทางด้านอาหารและยาแล้ว ข่ายังสามารถใช้เป็น สมุนไพรไล่ยุงและแมลง ได้ง่ายๆ เพียงทุบเหง้าให้แหลกจนมีน้ำมันหอมระเหยออกมา แล้วนำไปวางในบริเวณที่ต้องการ จะช่วยไล่แมลงไม่ให้เข้ามารบกวนได้อย่างดี

 

2. ขมิ้น
ขมิ้นชัน เป็นไม้ล้มลุก ซึ่งนิยมปลูกในประเทศแถบเขตร้อนและเขตอบอุ่นที่มีความชื้นโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสูงของต้นจะอยู่ที่ประมาณ 50-70 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในเหง้ามีสีเหลืองเข้ม หรือสีเหลืองส้ม มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ชอบขึ้นในที่ชื้น ใบเดี่ยวมีลักษณะเป็นรูปหอก ส่วนดอกเป็นช่อสีเหลืองอ่อน ตัวใบและตัวดอกจะแทงออกจากเหง้าใต้ดิน

การปลูก
สามารถปลูกโดยใช้เหง้าหรือแง่ง โดยควรเลือกแง่งที่มี “ตา” อย่างน้อย 2–3 ตา เพื่อให้แตกหน่อได้ดี ระยะปลูกควรห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร หลังปลูกประมาณ 2 เดือน ขมิ้นเหลืองจะเริ่มแทงหน่อเหนือดิน ควรกลบโคนด้วยดินหรือฟางเพื่อช่วยรักษาความชื้น ในการให้ปุ๋ยนิยมใช้ปุ๋ยชีวภาพรองก้นหลุมก่อนปลูก และให้ซ้ำทุก 2 เดือน หากดินมีความอุดมสมบูรณ์มากอาจไม่จำเป็นต้องเสริมปุ๋ยเพิ่มเติม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ขมิ้นเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวหรือดินภูเขา หากปลูกในดินร่วนปนทราย ขนาดของหัวมักจะเล็กลง ขมิ้นชอบความชื้นสูงแต่ไม่ทนน้ำขัง และเหมาะกับบริเวณที่มีแสงแดดร่มรำไร มักนิยมปลูกเป็นพืชแซม ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นเดือนเมษายนต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูฝน

การเก็บเกี่ยว
ขมิ้นจะพร้อมเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 8–9 เดือน ก่อนขุดหัวควรรดน้ำให้ดินชุ่มเพื่อให้ยกหัวขมิ้นขึ้นได้ง่ายและลดการช้ำของหัว

การขยายพันธุ์
ขมิ้นเหลืองขยายพันธุ์ด้วยเหง้าหรือแง่ง เช่นเดียวกับพืชในตระกูลขิง ข่า

การใช้ประโยชน์ด้านอาหาร
ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศสำคัญที่ช่วยเพิ่มรส สี และกลิ่น ให้แก่อาหาร นิยมใช้ทั้งแบบผงและแบบเหง้าสด เมนูที่มักใส่ขมิ้น ได้แก่ แกงเหลือง ข้าวหมกไก่ แกงกะหรี่ ไก่ทอด ขนมเบื้องญวน แกงไตปลา รวมถึงเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อย่างมัสตาร์ด เนย และมาการีน นอกจากนี้ ยังถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ความงาม เช่น ผงขัดผิว และเครื่องสำอางสมุนไพร

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาช้านานในตำรายาไทย โดยเฉพาะ ส่วนเหง้า ซึ่งมีรสฝาดหวานเอียน แต่โดดเด่นด้วยสรรพคุณทางยาหลากหลายด้าน ใช้รักษาอาการหลายชนิด ทั้งบรรเทาอาการอักเสบ ช่วยระบบย่อยอาหาร และเป็นส่วนผสมสำคัญของยาสมุนไพรพื้นบ้าน

 

3. ตะไคร้
เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในประเภทหญ้า มักได้รับความนิยมในการนำมาปลูกเป็นพืชผักสวนครัวไว้ใช้บริเวณบ้าน เพราะปลูกง่าย สะดวกแก่การนำมาใช้

วิธีปลูกตะไคร้
การปลูกตะไคร้สามารถทำได้ง่ายโดยนิยมใช้ 2 วิธีหลัก ได้แก่

ปลูกลงดิน ช่วยให้ต้นเติบโตแข็งแรงและกอใหญ่กว่า แต่ต้องระวังโรคที่อาจสะสมในดิน จึงควรเตรียมดินให้ดีเพื่อลดความเสี่ยง

ปลูกในกระถาง เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ดูแลง่าย แต่ขนาดของกอจะเล็กกว่าการปลูกลงดิน

วิธีปลูกตะไคร้ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยขอแนะนำวิธีที่ได้รับความนิยมกันทั้งหมด 2 วิธี คือ การปลูกในกระถาง จะเหมาะกับคนที่มีพื้นที่น้อย วิธีนี้ดูเเลง่าย แต่มีข้อเสียคือ กอเล็กกว่าอีกหนึ่งวิธี คือ วิธีปลูกลงดิน แต่ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากโรคพืชทางดินได้มากกว่า เพราะการปลูกลงดิน พื้นที่ที่ใช้ปลูกอาจมีการสะสมโรคทางดิน

สภาพแสงที่เหมาะสม
ตะไคร้เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด ควรปลูกในพื้นที่กลางแจ้งหรือบริเวณที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม
ฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการปลูกตะไคร้ เพราะช่วยให้ต้นตั้งตัวได้ดี แต่ควรระวังอย่าให้น้ำขัง เพราะอาจทำให้รากเน่าได้

สภาพดินที่เหมาะสม
ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำดี เช่น ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย และควรรักษาความชื้นสม่ำเสมอ หากปล่อยให้ดินแห้งนานเกินไป ตะไคร้อาจชะงักการเจริญเติบโต

นอกจากจะเป็นพืชผักสวนครัวคู่ครัวไทยแล้ว ตะไคร้ยังจัดเป็นสมุนไพรสำคัญที่มีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเฉพาะตัว ช่วยเพิ่มความหอมให้กับอาหารหลากหลายเมนู และยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งช่วยแก้อาการท้องอืด ขับลม ลดการอักเสบ และผ่อนคลายร่างกาย

ทุกส่วนของต้นตะไคร้ ตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ไปจนถึงดอก ล้วนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในรูปแบบอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน ทำให้ตะไคร้เป็นพืชที่มีคุณค่าควรปลูกติดบ้านไว้ใช้งาน

ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมื่อนำไปประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกง ต้มยำ หรือน้ำพริก ก็ช่วยเสริมรสชาติและเพิ่มความหอมให้กับเมนูได้อย่างดี อีกทั้งยังมีคุณค่าต่อสุขภาพ จึงเป็นสมุนไพรประจำบ้านที่ควรมีติดสวนไว้เสมอ

 

4. พริก
พริก เป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 1–2.5 ฟุต ลำต้นตั้งตรงเพียงต้นเดียวแต่แตกกิ่งก้านออกเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยวรูปวงรีปลายแหลม ออกดอกตามง่ามใบ สีขาว ครั้งละ 1–3 ดอก ผลพริกเริ่มต้นเป็นสีเขียว และเมื่อสุกเต็มที่อาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม หรือแดงอมม่วง แล้วแต่สายพันธุ์ ลักษณะผลมีผิวเรียบมัน ภายในมีแกนเมล็ดอยู่ตรงกลาง โดยความเผ็ดของพริกจะขึ้นอยู่กับปริมาณ สารแคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งแบ่งความเผ็ดออกได้ 3 ระดับตามปริมาณสารดังกล่าวในแต่ละสายพันธุ์

วิธีปลูกพริกในกระถาง

1. เตรียมเมล็ดพริกก่อนปลูก
นำพริกพันธุ์ที่ต้องการปลูกไปแช่น้ำอุ่นประมาณ 1 วัน จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งแดดครึ่งวันก่อนแกะเมล็ดออกเพื่อใช้เพาะปลูก วิธีนี้ช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีขึ้น

2. เพาะต้นกล้าก่อนปลูกจริง
ผสมดินร่วนปนทรายเข้ากับปุ๋ยหมักที่มีโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน ใส่ลงในกระถางเพาะ จากนั้นขุดหลุมลึกประมาณ 1/2 นิ้ว หยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 3–4 เมล็ด กลบดินและรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน ควรวางกระถางเพาะในบริเวณที่ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ และตรวจสอบว่าดินระบายน้ำได้ดี

3. ย้ายต้นกล้าลงกระถางใหญ่
เมื่อกล้าพริกสูงประมาณ 6 นิ้วและมีใบจริง ให้คัดต้นที่อ่อนแอออก เหลือเพียงต้นที่แข็งแรงที่สุดเพียงต้นเดียว จากนั้นย้ายลงปลูกในกระถางใหญ่ที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมัก เช่นเดียวกับขั้นตอนการเพาะกล้า

4. จัดวางกระถางในตำแหน่งที่เหมาะสม
พริกเป็นพืชที่ชอบแสงแดด จึงควรวางกระถางในบริเวณที่แดดส่องถึงตลอดวัน รดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ วันละ 2 ครั้ง เช้า–เย็น และเมื่อพริกเริ่มติดดอกและออกผล ควรลดปริมาณการให้น้ำเป็นวันเว้นวัน

ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวเม็ดพริกก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่นำมาปลูก แต่สำหรับพริกขี้หนูจะออกดอกและให้ผลประมาณเดือนที่ 2-3 ของการปลูก

พริกขี้หนูจัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยบำรุงร่างกาย และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงหลายชนิด นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ เหมาะสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนัก และยังเป็นสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

 

5. หอมแดง
เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นอยู่ใต้ดิน ลำต้นจะมีส่วนที่เป็นกาบใบห่อซ้อนกันหลายชั้นรวมเป็นหัวทรงกลมสีม่วงแดง กาบใบชั้นนอกสุดมีสีน้ำตาลแดงและจะแห้งห่อหุ้มส่วนหัวไว้ มีใบจะเรียวยาวเป็นท่อสีเขียว ด้านในกลวง ออกเป็นกระจุก ดอกออกเป็นช่อแทงออกมาจากตรงกลางหัว ช่อดอกมีลักษณะคล้ายร่ม ดอกมีสีขาวอมม่วง ผลกลมมีเมล็ดอยู่ด้านใน เมื่อเมล็ดจะแตกออก เมล็ดทรงรีเล็กๆ สีดำ หอมแดงสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด หรือจะใช้ส่วนหัวปักชำก็ได้ 

อากาศที่เหมาะสม: หอมแดงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีมากที่สุดคือในช่วงฤดูหนาว แต่อายุการเก็บเกี่ยวจะยาวนานกว่าปลูกในฤดูอื่น สำหรับคนที่ปลูกในฤดูหนาวจะปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
แสงที่เหมาะสม: หอมแดงชอบแดดจัด สามารถปลูกกลางเเจ้งได้เลย เเละควรได้รับเเสงประมาณ 9-10 ชั่วโมง/วัน
ดินที่เหมาะสม: ดินที่เหมาะสมในการปลูกคือ ดินร่วนซุย ซึ่งสามารถอุ้มน้ำ ระบายน้ำและอากาศได้ดี ไม่ควรเป็นดินเเฉะ เพราะอาจก่อให้เกิดโรคจากเชื้อราได้
ลักษณะหอมแดงที่พร้อมเก็บเกี่ยว: หอมแดงที่ปลูกด้วยหัวพันธุ์ จะมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 80-85 วัน สังเกตตรงโคนใบอ่อนตัวและหักพับ ใบเหลือง ส่วนหัวจะโต เเละเปลือกนอกจะมีสีเข้ม
สำหรับ วิธีปลูกหอมแดง สามารถปลูกได้ทั้งหมด 2 แบบด้วยกัน คือ การปลูกด้วยเมล็ด มีข้อดีคือ ระบบรากเเข็งเเรง และปลอดต่อโรคพืชมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก เนื่องจากใช้เวลาปลูกนานมากถึง 110-120 วัน และวิธีการยุ่งยาก จึงนิยมปลูกอีกวิธีหนึ่งคือ การชำหัว ซึ่งใช้เวลาปลูกเพียง 80-85 วัน การดูเเลง่ายกว่า ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมด้วย เช่น เเสง ดิน อากาศ เป็นต้น

หอมแดงมีบทบาทเกี่ยวกับการช่วยเผาผลาญอาหารในร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และการรับประทานหอมแดงเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจชนิดเส้นเลือดมาเลี้ยงหัวใจอุดตันได้

 

6. โหระพา
โหระพา เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น สูงประมาณ 40–60 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม สีม่วงอมแดง และมีขนอ่อนปกคลุม ตัวก้านแตกแขนงเป็นคู่ตรงข้ามกัน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ สีเขียวเข้ม มองเห็นเส้นใบเด่นชัด กว้างประมาณ 3–4 เซนติเมตร ยาวราว 6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อเรียงเป็นชั้น ชั้นละ 6–8 ดอก สีขาวอมม่วง ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก 3–4 เมล็ด ลักษณะคล้ายหยดน้ำ ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้ม มีเมือกหุ้ม เมื่อแช่น้ำเมือกจะพองตัวคล้ายเมล็ดแมงลัก

วิธีปลูกโหระพา
โหระพาเป็นพืชปลูกง่ายและให้ผลผลิตต่อเนื่องได้นาน 1–2 ปี เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่อุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดี เหมาะกับการปลูกช่วงเย็น โดยควรเตรียมดินลึกประมาณ 20–25 เซนติเมตร ย่อยให้ละเอียดและกำจัดวัชพืชออกให้หมด จากนั้นพักดินไว้ 7–10 วัน แล้วใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเคมี คลุกให้เข้ากันก่อนลงปลูก

โหระพานิยมปลูกได้ 2 วิธีหลัก ได้แก่

1. การเพาะกล้าและย้ายปลูก
หว่านเมล็ดในแปลงเพาะ แล้วคลุมด้วยแกลบหรือฟาง จากนั้นรดน้ำเช้า–เย็นจนต้นกล้ามีอายุ 20–25 วัน จึงถอนกล้าและเด็ดยอดเพื่อนำไปย้ายปลูก

ปลูกลงแปลง: ควรเว้นระยะต้นละ 20–30 เซนติเมตร
ปลูกในกระถาง: ใช้กระถางละ 1–2 ต้น
2. การปักชำกิ่ง
เลือกกิ่งโหระพาที่โตเต็มที่ ความยาวประมาณ 5–10 เซนติเมตร เด็ดใบล่างออกให้เหลือไว้เพียงบางส่วน จากนั้นนำกิ่งไปปักชำในแปลงหรือกระถาง แล้วคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง พร้อมรดน้ำทันทีเพื่อช่วยรักษาความชื้น

การเก็บเกี่ยว
โหระพาสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อปลูกไปประมาณ 30–35 วัน โดยใช้มีดคมตัดกิ่งห่างจากยอดลงมาราว 10–15 เซนติเมตร หลังจากนั้นสามารถเก็บซ้ำได้ทุก 15–20 วัน ต่อเนื่องยาวนานถึงอายุประมาณ 7–8 เดือน

สรรพคุณของโหระพา
โหระพาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบและยับยั้งการติดเชื้อ มีประโยชน์ต่อสุขภาพตับ สุขภาพหัวใจ ช่วยต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงช่วยชะลอวัยและลดเลือนริ้วรอยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

7. กะเพรา
กะเพรา เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 30–80 เซนติเมตร ลำต้นแข็งแรง แตกกิ่งก้านสีเขียวอ่อน มีขนปกคลุมทั่วต้น ใบเป็นรูปรี ปลายแหลมถึงปลายมน ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ออกดอกเป็นช่อแบบช่อฉัตรบริเวณปลายยอด กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง เมื่อผลสุกแห้งจะแตกออก ภายในมีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาลดำ

สภาพดินที่เหมาะสม
กะเพราเป็นพืชปลูกง่าย โตได้ดีในดินแทบทุกชนิดที่ระบายน้ำดี เช่น ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ไม่ต้องการการดูแลมากเป็นพิเศษ

สภาพอากาศที่เหมาะสม
สภาพอากาศที่เหมาะแก่การปลูกคืออากาศอบอุ่นและค่อนข้างชื้น โดยมีอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20–38 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แต่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนควรระวังในช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิลดต่ำมาก เพราะอาจกระทบต่อการเจริญเติบโต

พื้นที่ปลูกที่เหมาะสม
ควรปลูกกลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดจัดตลอดวัน หากปลูกในพื้นที่ร่ม ควรให้ได้รับแสงอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ต้นสมบูรณ์ แข็งแรง และให้ใบหอมเข้มข้น

การนำไปใช้ประโยชน์
นอกจากกะเพราจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว ยังเป็นวัตถุดิบคู่ครัวไทยที่สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย เช่น แกงป่า แกงเลียง แกงคั่ว แกงเขียวหวาน แกงส้มมะเขือขื่น รวมถึงเมนูผัดต่างๆ อย่างผัดกะเพราหมู ผัดกบ ผัดปลาไหล หรือเมนูพล่า เช่น พล่าปลาดุก พล่ากุ้ง เป็นต้น

ใบกะเพรายังสามารถนำไปทอดกรอบเพื่อใช้โรยหน้าอาหาร เพิ่มสีสัน เพิ่มความหอม และช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ดีอีกด้วย

สรรพคุณทางยา
ใบ: มีฤทธิ์ขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยย่อยอาหาร และบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน
เมล็ด: เมื่อนำไปแช่น้ำจะพองตัว ใช้พอกตาในกรณีมีฝุ่นหรือผงเข้าตา
ราก: ต้มดื่มช่วยบำรุงธาตุและบรรเทาอาการธาตุพิการ
ในทางการแพทย์แผนโบราณของอินเดีย กะเพราถูกยกย่องให้เป็น “ยาอายุวัฒนะ” และได้รับสมญาเป็น “ราชินีแห่งสมุนไพร” เนื่องจากสามารถใช้รักษาโรคได้หลากหลาย

 

8. มะม่วงหาวมะนาวโห่
มะม่วงหาวมะนาวโห่ มีอีกชื่อว่า ต้นหนามแดง หรือบ้างก็เรียกกันว่า มะนาวไม่รู้โห่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Carissa carandas  Linn. อยู่ในวงศ์ Apocynaceae หรือที่รู้จักกันในวงศ์ต้นตีนเป็ดนั่นเอง เป็นพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวผลได้ตลอดทั้งปี โดยมีลำต้นสูงประมาณ 2–3 เมตร แต่สามารถสูงได้มากที่สุดถึง 5 เมตร ลำต้นมียางขาว เปลือกสีเทา มีหนามยาว มีกิ่งเป็นจำนวนมาก และกิ่งมีความแข็ง

มะม่วงหาวมะนาวโห่ มักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกและผลที่สวยงาม และออกดอกตลอดปี ทนต่อสภาพอากาศได้ดี จึงพบว่าเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น อีกทั้งยังสามารถเติบโตได้ดีในเขตดินทราย และในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินเค็มไปจนถึงดินเปรี้ยว แต่มะมะม่วงหาวมะนาวโห่จะให้ผลผลิตที่ดีในสภาพดินที่มีความสมบูรณ์ และต้องมีการระบายน้ำที่ดีด้วย เพราะเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยมาก

วิธีการปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ในกระถาง

1. นำดินร่วนที่ผสมกากมะพร้าวหรือแกลบใส่ลงในหลุมกระถางเพาะต้นกล้า แล้วรดน้ำให้ดินยุบตัวลงเล็กน้อย
2. คัดเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์โรยลงบนหน้าดินที่เตรียมไว้ จากนั้นนำดินที่เหลือมากลบ รดน้ำให้ชุ่มปานกลาง
3. ย้ายกระถางเพาะเมล็ดไว้ในที่ที่มีแดดรำไร
4. หลังจากเพาะต้นกล้าได้แล้วประมาณ 10 วัน จะสังเกตเห็นต้นกล้างอกออกมา เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตได้แข็งแรงให้ย้ายมาปลูกในกระถางขนาดกลาง

สรรพคุณตามตำรายาไทยของมะม่วงหาวมะนาวโห่
แก่น:  ช่วยบำรุงไขมัน เหมาะสำหรับคนผอม ช่วยบำรุงธาตุ
ใบสด:  นำมาต้มน้ำดื่ม รักษาโรคท้องร่วง แก้อาการปวดหู แก้ไข้ แก้เจ็บปากและคอ
ผลสุกและผลดิบ:  ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ท้องเสีย
รากสด:  นำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยขับพยาธิ บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร หรือนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้า ทาหรือพอกรักษาบาดแผล และช่วยแก้อาการคัน
ข้อดีของการปลูกสมุนไพรไว้รอบบ้าน
ลดค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบอาหาร
มีวัตถุดิบปลอดสารสดใหม่ทุกวัน
ใช้พื้นที่น้อย ปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลง
สร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติให้คนในครอบครัว
ช่วยไล่แมลงและเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในสวน
การนำสมุนไพรมาประกอบในอาหาร ใช้เป็นยารักษาโรค ป้องกันส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ หรือแม้กระทั่งใช้เพื่อการเสริมความงาม เนื่องจากประเทศไทยเป็นเขตร้อนชื้น มีพืชสมุนไพรกว่า 1,800 ชนิด พืชสมุนไพร ตั้งแต่โบราณก็ทราบกันดีว่ามีคุณค่าทางยามากมาย เชื่อกันอีกด้วยว่า ต้นพืชต่างๆ ก็เป็นพืชที่มีสารที่เป็นตัวยาด้วยกันทั้งสิ้นเพียงแต่ว่าพืชชนิดไหนจะมีคุณค่าทางยามากน้อยกว่ากันเท่านั้น

สมุนไพรปลูกข้างรั้วเป็น “ครัวธรรมชาติ” ไม่เพียงใช้ทำอาหารได้หลากหลาย แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านไวรัสได้ดี การปลูกสมุนไพรเหล่านี้ไม่เพียงลดค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้ครอบครัวมีวัตถุดิบสดใหม่ปลอดภัยตลอดทั้งปี ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรและคนรักสุขภาพที่ต้องการพึ่งพาธรรมชาติให้มากขึ้น

 

ตกลง