โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวนาหว่าน วันนี้เรามาทําความรู้จักความแตกต่างระหว่างอาการใบพืชที่เกิดจากการเข้าทําลายของเพลี้ยไฟซึ่งเป็นแมลง และโรคไหม้ข้าวซึ่งเกิดจากเชื้อราสาเหตุโรคพืช กันค่ะ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่แยกความแตกต่างไม่ได้ ส่งผลต่อการควบคุมการระบาดไม่ทันท่วงทีและเลือกการควบคุมที่ผิดวิธีโดยเฉพาะข้าวระยะกล้าและแตกกอ
“เพลี้ยไฟ”
ลักษณะ แมลงศัตรูพืชปากดูด ขนาตด 1-2 มม. ตัวเต็มวัยมีสีดํา ตัวอ่อนสีเหลืองอ่อน ตัวเต็มวัยวางไข่ในเนื้อเยื่อของใบข้าว ตัวอ่อน ถึงตัวเต็มวัยนานประมาณ 15 วัน
ลักษณะการทำลาย ปลายใบจะเหี่ยวขอบใบ จะม้วนเข้าหากลางใบ คลี่กาบใบพบตัวเพลี้ยไฟ
สภาพ ที่เอื้อต่อการระบาด อากาศร้อนแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกันหรือ สภาพนาข้าวที ขาดน้ำ ถ้าระบาดมากๆ ทําให้ต้นข้าว แห้งตายได้ทั้งแปลง
การป้องกันกำจัด
1.ดูแลแปลงข้าวระยะกล้าหรือหลังหว่าน 7 วัน อย่าให้ขาดน้ำ
2.ไขน้ำท่วมยอดข้าวทิ้งไว้ 1-2 วัน เมื่อตรวจพบเพลี้ยไฟตัวเต็มวัย 1-3 ตัวต่อตันในข้าวอายุ 6-7 วันหลังหว่าน
3. ทําลายวัชพืชที่เป็นแหล่งอาศัยของเพลี้ยไฟ เช่น หญ้าข้าวนก หญ้าไข และหญ้าต่างๆ
4. ใช้สารเคมีตามคําแนะน้าของกรมวิชาการ เช่น มาลาไทออน
“โรคไหม้ข้าว”
ลักษณะ เชื้อราสาเหตุโรคพืช ความกว้างแผล 2-5 มม. ความยาว 10-15 มม.
ลักษณะการทำลาย ใบมีแผลจุดสีน้ำตาล คล้ายรูปตามีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ถ้าโรครุนแรง ข้าวจะแห้งฟุบตายคล้ายถูกไฟไหม้
สภาพที่เอื้อต่อการระบาด พบโรคในแปลงที่ต้นข้าวหนาแน่น เช่น นาหว่าน ทําให้อับลม ถ้าใส่ปุ๋ย ไนโตรเจนสูงและมีสภาพแห้งในตอนกลางวันและชิ้นจัดในตอน กลางคืน
น้ำค้างยาวนานถึงตอนสายราว 9 โมง อากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 22-25 องศาเซลเซียส ลมแรงจะช่วยให้โรคแพร่กระจายได้ดี
การป้องกันกำจัด
1) หว่านข้าวไม่หนาแน่นเกินไป (ไร่ละ ประมาณ 10-15 กก.)
2) ใส่ปุ๋ยในโตรเจนสูงตามความจําเป็น
3) แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า หรือ เชื้อแบคทีเรีย บาซิลัส ซับทิ่ลิส ก่อนปลูกครึ่งชั่วโมง และฉีดพ่นอย่างต่อเนื่องในแปลงปลูกข้าวทุกระยะ
4) ในแปลงที่ระบาดรุนแรง (มากกว่า 50%) ให้ทําลาย และตกกล้าใหม่
5) ใช้สารเคมีตามคําแนะนําของกรมวิชาการเกษตร เช่น บลาสติซิตินเอส
ที่ปรึกษา นายสำพรต จันทร์หอม เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ
นางวิไล อุตส่าห์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ