จากผืนนาสู่สวนส้มโอ ทางเลือกใหม่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน “แบ่งพื้นที่นา ปลูกพืชทางเลือก” เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนเกษตรกร
15 ก.ย. 2569
13
0

จากผืนนาสู่สวนส้มโอ ทางเลือกใหม่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน “แบ่งพื้นที่นา ปลูกพืชทางเลือก” เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยง สร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนเกษตรกร


การทำนาเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในจังหวัดอ่างทองมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาผลผลิตที่มีความผันผวน รวมถึงความเสี่ยงจากสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากเริ่มมองหา “พืชทางเลือก” เพื่อสร้างรายได้และลดการพึ่งพาการทำนาเพียงอย่างเดียว หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจ คือ การแบ่งพื้นที่นาบางส่วนมาปลูกพืชชนิดอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่และมีตลาดรองรับ ซึ่งนอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้อีกด้วย
คุณสันติ จันทร์สถานนท์ ข้าราชการบำนาญ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่มองเห็นโอกาสจากการทำเกษตรหลังเกษียณ โดยเลือกนำพื้นที่เดิมซึ่งเป็นผืนนา มาปรับเปลี่ยนเป็นสวนส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ บนพื้นที่ 1.5 ไร่ ประมาณ 70 ต้น หมู่ที่ 4 ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
คุณสันติ เริ่มปลูกส้มโอเมื่อช่วงปลายปี 2561 โดยเลือกปลูกในระยะ 5 x 5 เมตร ก่อนปรับพื้นที่ด้วยการถมดินให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกไม้ผลและช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำในระยะยาว หลังจากดูแลต้นส้มโออย่างต่อเนื่อง สวนเริ่มให้ผลผลิตในปี 2566 โดยผลผลิตสามารถจำหน่ายได้ทั้งตลาดส่งและตลาดปลีก โดยขายส่งให้กับ กลุ่มแปลงใหญ่ส้มโอ อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ในราคาประมาณ 18–25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่การจำหน่ายปลีกให้แก่ลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม
อีกหนึ่งจุดเด่นของสวนแห่งนี้ คือส้มโอภายในต้นเดียวกันสามารถมีผลผลิตออก หลายรุ่น ทำให้สามารถทยอยเก็บเกี่ยวและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องเก็บผลผลิตออกมาจำหน่ายพร้อมกันทั้งหมด ช่วยให้มีรายได้หมุนเวียนและต่อเนื่อง
GAP สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค สวนส้มโอของคุณสันติได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP จึงไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการยกระดับกระบวนการผลิตของเกษตรกร และเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร
1.5 ไร่ สร้างรายได้ปีละ 80,000 – 150,000 บาท
ปัจจุบันพื้นที่สวนส้มโอประมาณ 1.5 ไร่ สามารถสร้างรายได้ประมาณ 80,000 บาทต่อปี และเมื่อส้มโอมีอายุและขนาดต้นโตเต็มที่ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 150,000 บาทต่อปี ที่สำคัญ ส้มโอเป็นไม้ผลที่สามารถให้ผลผลิตได้เป็นเวลานาน โดยต้นส้มโอสามารถมีอายุประมาณ 20–40 ปี หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม จึงเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
จากความสำเร็จดังกล่าว คุณสันติมีแผนที่จะ ขยายพื้นที่ปลูกส้มโอเพิ่มอีกประมาณ 1 ไร่ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต
“ไม่จำเป็นต้องเลิกทำนา เพียงแบ่งพื้นที่ก็สร้างโอกาสใหม่ได้”กรณีของคุณสันติสะท้อนให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเลิกทำนาทั้งหมด เกษตรกรสามารถเลือก แบ่งพื้นที่บางส่วนมาทดลองปลูกพืชทางเลือก ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ แหล่งน้ำ ความพร้อมของแรงงาน และความต้องการของตลาด
การปลูกพืชทางเลือกจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการ กระจายความเสี่ยง เพิ่มช่องทางรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครัวเรือนเกษตรกร โดยเฉพาะไม้ผลอย่างส้มโอที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายรุ่น มีตลาดรองรับ และให้ผลผลิตได้เป็นเวลาหลายปี
เรื่องราวของคุณสันติจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “ผืนนาเดิม สามารถสร้างรายได้รูปแบบใหม่ได้” หากเกษตรกรกล้าที่จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้ และเลือกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่และตลาด ดังนั้น หากเกษตรกรกำลังมองหาทางเลือกในการเพิ่มรายได้ อาจเริ่มต้นจากการ “แบ่งพื้นที่นาเพียงบางส่วน ปลูกพืชทางเลือกที่เหมาะสม” แล้วค่อยขยายเมื่อเห็นผลสำเร็จ เพราะการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันนี้ อาจกลายเป็นรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของครอบครัวในวันข้างหน้า

ตกลง