เปิด 10 อันดับแรก ข้าว GI ส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุด ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2568
17 ธ.ค. 2568
267
0
เปิด10อันดับแรกข้าวGIส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุด
เปิด 10 อันดับแรก ข้าว GI ส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุด ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2568

เปิด 10 อันดับแรก ข้าว GI ส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุด ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2568

     นับตั้งแต่ปี 2547 ที่เริ่มมีกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในประเทศไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียน GI ข้าวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 24 รายการ (คิดเป็น 10% ของจำนวนสินค้า GI ไทยทั้งหมด) ซึ่งในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 สามารถทำรายได้รวมกว่า 8,190 ล้านบาท โดยข้าวไทย GI ที่สร้างมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
- อันดับที่ 1 “ข้าวหอมมะลิพะเยา” สร้างมูลค่ากว่า 6,156 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่าสองในสามของรายได้สินค้า GI ในกลุ่มข้าว โดยมีปริมาณการผลิตกว่า 195,929 ตัน ราคาขายปลีกเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 3.4 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยแหล่งผลิตที่ถูกเรียกขานว่าเป็น “ดินแดนแห่งทุ่งรวงทอง” หรือแหล่งปลูกข้าวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย บริเวณโดยรอบมีลักษณะเป็นเทือกเขาและแอ่งซึ่งรองรับด้วยหินแข็งที่มีอายุกว่า 286 ล้านปี พื้นที่ปลูกอยู่ระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการปลูกข้าว สร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้ข้าวหอมมะลิพะเยามีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นใบเตย หุงแล้วอ่อนนุ่ม แม้ทิ้งไว้นานก็ยังคงสภาพความหอมและนุ่มไว้ได้เป็นอย่างดี เมล็ดข้าวมีความเรียวยาว เมล็ดใส ท้องไข่น้อย (ส่วนที่เป็นสีขาวขุ่นทึบแสงในเมล็ดข้าว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพตามมาตรฐานข้าว โดยข้าวที่มีท้องไข่น้อยถือว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี เนื่องจากเมล็ดสมบูรณ์จึงสามารถเก็บสารอาหารได้ดี)
- อันดับที่ 2 “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” จาก 5 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์ สร้างมูลค่ากว่า 1,682 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 21,596 ตัน ราคาขายปลีกเฉลี่ย 50 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 33 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้นอกจากจะได้รับ GI ในไทยแล้ว ยังได้รับ GI ในสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ GI ในจีน เป็นข้าวที่มีชื่อเสียงและมีภาพจำในฐานะ “ข้าวหอมมะลิไทย” ในตลาดโลก โดยแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้มีลักษณะเป็นทุ่งกว้าง มีความแห้งแล้ง ดินค่อนข้างเค็มและมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ส่งผลให้ข้าวเกิดความเครียดและหลั่งสารความหอมออกมามาก ข้าวจึงมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติและมีเมล็ดเรียวยาว ข้าวที่หุงสุกจะหอมและนุ่ม ไม่จับตัวเป็นก้อน ประกอบกับเกษตรกรใช้วิธีปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์หรือการใช้สารเคมีต่ำ ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จึงเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป
- อันดับที่ 3 “ข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี” สร้างมูลค่ากว่า 211 ล้านบาท จากปริมาณการผลิตกว่า 15,114 ตัน ราคาขายปลีกเฉลี่ย 60 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 1.7 เท่า จากราคาเดิมก่อนเป็น GI ที่ 35 บาทต่อกิโลกรัม จากเอกลักษณ์ของข้าวที่มีกลิ่นหอม เมล็ดเรียวยาว เมื่อหุงสุกจะหอมและเหนียวนุ่มมาก มียางข้าวเหนียวปนเล็กน้อย ซึ่งความพิเศษนี้เกิดจากพันธุ์ข้าวเหนียวที่เจือปนอยู่ในแปลงนา ตามวิถีชีวิตของเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวเหนียวเพื่อบริโภคในครัวเรือน ประกอบกับภูมิปัญญาในการเพาะปลูกด้วยการปักดำและเกี่ยวข้าวด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของข้าวหอมมะลิไว้ได้
- อันดับที่ 4 “ข้าวก่ำล้านนา” จาก 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน สร้างมูลค่ากว่า 34.04 ล้านบาท
- อันดับที่ 5 “ข้าวหอมมะลิสุรินทร์” สร้างมูลค่ากว่า 30.72 ล้านบาท
- อันดับที่ 6 “ข้าวเบายอดม่วงตรัง” สร้างมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท
- อันดับที่ 7 “ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์” สร้างมูลค่ากว่า 13.38 ล้านบาท
- อันดับที่ 8 “ข้าวหอมปทุมธานี” สร้างมูลค่ากว่า 10.81 ล้านบาท
- อันดับที่ 9 “ข้าวหอมใบเตยนครสวรรค์” สร้างมูลค่ากว่า 10.34 ล้านบาท
- อันดับที่ 10 “ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้” จากจังหวัดสระบุรี สร้างมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท

ตกลง