เตือนการเฝ้าระวัง “โรคใบจุดกลม” ในยางพารา ประจำเดือน กรกฎาคม 2569
13 ก.ค. 2569
17
0
เตือนการเฝ้าระวัง
เตือนการเฝ้าระวัง “โรคใบจุดกลม” ในยางพารา ประจำเดือน กรกฎาคม 2569

เตือนการเฝ้าระวัง “โรคใบจุดกลม” ในยางพารา

     เตือนเฝ้าระวังการแพร่ระบาด “โรคใบจุดกลม” ในช่วงฤดูฝน หลังพบระบาดสะสมกว่า 9 แสนไร่ พร้อมแนะสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดูแลสวนยางให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงการเกิด - แพร่กระจายของเชื้อรา บรรเทาความเสียหายต่อผลผลิตยาง

     การแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลม หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคใบร่วงชนิดใหม่ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum siamense ในพื้นที่สวนยางในไทยมีพื้นที่รวมกว่า 900,000 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิ.ย. 69) โดยพบการระบาดมากที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สตูล และ จ.สงขลา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝน ความชื้นในอากาศ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องสลับช่วงแล้งสภาพอากาศมีความชื้นควบคู่กับมีอุณหภูมิสูง ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตและการแพร่ระบาดของเชื้อรา นอกจากนี้ เชื้อราสามารถแพร่กระจายได้ผ่านลม น้ำฝน ต้นพันธุ์ยาง และพืชอาศัยจากแหล่งที่มีการระบาด จึงทำให้โรคแพร่กระจ่ายได้ง่าย เกษตรกรชาวสวนยางจึงควรหมั่นสังเกตต้นยาง ซึ่งสามารถสังเกตอาการของโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยบริเวณใต้ใบและด้านบนของใบเดียวกันจะปรากฏแผลสีเหลืองลักษณะค่อนข้างกลม รอบแผลมีสีเข้มและไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 ซม. ระยะต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวจะขยายใหญ่ขึ้น เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำคล้ำ และกลายเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลหรือขาวซีด อาจพบแผลมากกว่า 1 แผล ขยายลุกลามซ้อนกันจนเป็นแผลขนาดใหญ่ และเมื่อโรคลุกลาม ใบยางจะเหลืองทั้งใบและร่วงในที่สุด นอกจากนี้ เชื้อราดังกล่าวยังสามารถเข้าทำลายกิ่งอ่อน ทำให้เกิดอาการกิ่งแห้งตายจากยอด ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตยางโดยตรง

     หากพบการแพร่ระบาด ควรรีบกำจัดใบหรือกิ่งอ่อนที่แสดงอาการของโรค โดยนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายในภาชนะปิด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ ควบคู่กับการดูแลสวนยางอย่างเหมาะสมในช่วงฤดูฝน โดยกำจัดวัชพืชให้สวนโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมของความชื้น พร้อมทั้งบำรุงต้นยางให้มีความสมบูรณ์ด้วยการปรับปรุงดินและใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ หลังช่วงผลัดใบสามารถใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือกำมะถัน25 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยลดความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมต่อการเจริญของเชื้อราได้ สำหรับการป้องกันกำจัด ดังนี้ กรณีต้นยางเล็กให้รีบกำจัดใบที่เป็นโรค โดยการเก็บใส่ถุง นำไปเผาในถังปิด และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่ม ไตรอะโซลส์ (triazoles) เช่น โพรพิโคนาโซล + ไดฟิโนโคนาโซล โพรพิโนโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล หรือ คาร์เบนดาซิม อย่างน้อยทุก 15 - 30 วัน กรณีแปลงยางต้นใหญ่ให้ใช้สารดังกล่าว ฉีดพ่นด้วยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง โดรน หรือแอร์บล๊าส ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน อย่างน้อยทุก 1 - 1.5 เดือน หมั่นกำจัดวัชพืชในสวนยางให้เตียนโล่งอยู่เสมอเพื่อลดแหล่งแพร่ขยายเชื้อ

ที่มา กรมวิชาการเกษตร

ตกลง