เตือนการเฝ้าระวัง โรคพุ่มแจ้ ในมันสำปะหลัง ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2569
11 ก.พ. 2569
7
0
เตือนการเฝ้าระวัง
เตือนการเฝ้าระวัง โรคพุ่มแจ้ ในมันสำปะหลัง ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2569

เตือนการเฝ้าระวัง โรคพุ่มแจ้ ในมันสำปะหลัง

     โรคพุ่มแจ้ของมันสำปะหลังซึ่งลักษณะอาการคล้ายคลึงกับการทำลายของเพลี้ยแป้ง สาเหตุที่มาของโรคเกิดจากการติดเชื้อไฟโตพลาสมามีเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะนำโรคบินมาดูดกินน้ำเลี้ยงพร้อมปล่อยเชื้อเข้าสู่ต้นมันฯ เมื่อเชื้อเข้าไปอยู่อาศัยในต้นมันฯ จะขยายพันธุ์ในท่อลำเลียงอาหาร จะทำให้ท่ออาหารอุดตัน กลายเป็นสีน้ำตาลและดำ ไม่สามารถส่งอาหารไปยังใบได้ ยอดใบเลยแห้งเหี่ยวหงิกงอ และเพื่อความอยู่รอด ต้นมันฯเลยหาทางออกด้วยการแตกตาใบเล็กๆ ออกมาเป็นพุ่มตามลำต้น เลยเป็นที่มาของชื่อโรคพุ่มแจ้ ส่งผลให้ต้นแคระแกร็น หัวมันฯไม่โตผลผลิตลดลงจากเคยได้ไร่ละ 5 ตัน จะเหลือแค่ 1 ตัน และถ้าเชื้อลุกลามลงไปถึงหัวใต้ดินจะขายไม่ได้ราคา โรงงานไม่เอา เพราะเปอร์เซ็นต์แป้งเหลือน้อย

     วิธีการจัดการโรคนี้ไม่มีสารกำจัดที่ใช้ควบคุมโรคได้ ดังนั้นเกษตรกรต้องปฏิบัติดังนี้ช่วงปลูกใหม่ เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรค สังเกตได้จากท่อนพันธุ์ มีการแตกตาด้านข้างเยอะมากแค่ไหน ปกติท่อนพันธุ์จะแตกตาเฉพาะที่ส่วนยอดข้างบนแค่ 2-3 ตา เท่านั้น ถ้ามีการแตกตามากกลางท่อนพันธุ์ให้สงสัยไว้ก่อน ติดเชื้อมาแน่ อย่านำมาปลูกเด็ดขาด ปลูกไปแล้ว 1 เดือน หากพบต้นที่แตกยอดเป็นพุ่มผิดปกติ ให้ถอนทิ้ง นำไปทำลายนอกแปลงปลูก 4 เดือน หลังปลูก หากพบต้นที่แตกยอดพุ่ม ให้หักกิ่งต่ำลงมาจากยอดพุ่ม 30 ซม.ทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อลามไปถึงหัวใต้ดิน ที่จะทำให้หัวมันเกิดเส้นลายดำ เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำขายไม่ได้ จากนั้นพ่นสารกำจัดแมลงให้ทั่วแปลง เพื่อกำจัดเพลี้ยจักจั่นแมลงพาหะ รวมทั้งกำจัดวัชพืชทั้งในและโดยรอบแปลง โดยเฉพาะ “ต้นสาบม่วง” แหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อก่อโรคพุ่มแจ้

ที่มา กรมวิชาการเกษตร

ตกลง