9 มี.ค. 2569
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ นาง Brooke Rollins เผยแพร่บทความแสดงความเห็นลงในหนังสือพิมพ์ Des Moines Register เกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับปรุงและยกระดับกระบวนการให้บริการภาครัฐแก่เกษตรกรและผู้ผลิตของสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำโครงการใหม่ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ภายใต้ชื่อ “One Farmer, One File” ซึ่งมีเป้าหมายในการรวมข้อมูลเกษตรกรให้อยู่ในระบบดิจิทัลระบบเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของระบบเดิม ลดภาระงานเอกสาร เร่งรัดการอนุมัติ และทำให้การจ่ายเงินช่วยเหลือภายใต้โครงการต่าง ๆ ของภาครัฐถึงมือเกษตรกรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในอดีตกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture – USDA) มีระบบคอมพิวเตอร์กระจัดกระจายมากถึง 500 ระบบ ซึ่งบริหารโดยผู้รับจ้างดูแลระบบมากกว่า 1,000 ราย จึงมีความพยายามแก้ไขปัญหาก่อนหน้านี้และสิ้นเปลืองงบไปกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ กับเกษตรกรได้อย่างราบรื่น
โครงการ “One Farmer, One File” มุ่งจัดทำฐานข้อมูลกลางเพียงชุดเดียวสำหรับเกษตรกรแต่ละราย ซึ่งสามารถใช้ติดตามข้อมูลและการทำธุรกรรมต่างๆ ภายในระบบของ USDA ได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนฟาร์ม การรายงานพื้นที่เพาะปลูก ไปจนถึงการรับความช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน USDA ยังคงให้บริการแบบพบเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง การยื่นเอกสารกระดาษ และการรายงานข้อมูลในรูปแบบดั้งเดิมควบคู่กันไป โดยโครงการนี้ไม่ได้บังคับให้เกษตรกรต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกเพื่ออำนวยความสะดวกให้มากขึ้น
USDA ระบุว่า ระยะแรกของโครงการได้เริ่มแสดงผลอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะการเปิดรับสมัคร Farmer Bridge Assistance Program ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ของสหรัฐฯ วงเงินรวม 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการแรกที่ดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบบนแพลตฟอร์มใหม่ของระบบ One Farmer, One File โดยภายในระยะเวลาเพียง 4 วันหลังจากเปิดรับสมัคร มีเกษตรกรสมัครเข้าโครงการนี้ผ่านระบบออนไลน์ใหม่มากกว่าโครงการ Emergency Commodity Assistance Program ที่รับสมัครตลอด 5 เดือนของปีที่ผ่านมาถึง 50 เท่า อีกทั้งยังมีการผูกพันงบประมาณไปแล้วหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเร็วกว่าทุกโครงการที่ผ่านมา ทั้งนี้ USDA เห็นว่าเป็นผลโดยตรงจากการลดขั้นตอน ลดงานเอกสาร และเปิดให้เกษตรกรสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้จากทุกสถานที่
USDA มีแผนจะขยายการปรับปรุงระบบดังกล่าวให้ครอบคลุมทั้งกระทรวงภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า โดยหนึ่งในงานสำคัญลำดับถัดไปคือการปรับปรุงระบบรายงานพื้นที่เพาะปลูก (acreage reporting system) ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเดินทางไปยังสำนักงานระดับ county เพื่อรับแผนที่กระดาษ และกรอกข้อมูลรับรองพื้นที่เพาะปลูกด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม แต่ในปีนี้ USDA จะเปิดใช้ระบบรายงานพื้นที่เพาะปลูกรูปแบบใหม่ที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสำนักงาน Farm Service Agency (FSA) ระดับ county เพื่อทดลองใช้ geospatial acreage reporting หรือการรายงานพื้นที่เพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มทั้งความรวดเร็วและความแม่นยำในการดำเนินโครงการและการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาล Donald Trump ที่มุ่งผลักดันให้หน่วยงานรัฐบาลกลางปรับปรุงการให้บริการให้ทันสมัย ลดความซับซ้อนของขั้นตอน และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
--------
ที่มา: www.usda.gov