กรอบความร่วมมือทางการค้าสหรัฐฯ–จีน อาจส่งผลอย่างไรต่อภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ
28 ต.ค. 2569
8
0
กรอบความร่วมมือทางการค้าสหรัฐฯ–จีน
กรอบความร่วมมือทางการค้าสหรัฐฯ–จีน อาจส่งผลอย่างไรต่อภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ

ในเดือนกันยายน 2569 สหรัฐอเมริกาและจีน ได้จัดตั้งคณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ–จีน (U.S.-China Board of Trade) เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐของทั้งสองประเทศใช้หารือประเด็นทางการค้าและกำกับดูแลโครงการริเริ่มด้านการค้าระหว่างกัน การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวได้รับการประกาศในช่วงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีหารืออย่างสม่ำเสมอสำหรับแก้ไขข้อกังวลด้านการค้า และแสวงหาโอกาสทางการค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน


คณะกรรมการดังกล่าว มีลักษณะแตกต่างจากข้อตกลงการค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งโดยทั่วไปต้องผ่านการเจรจาอย่างครอบคลุมและกระบวนการอนุมัติอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย โดยคณะกรรมการนี้เป็นกลไกความร่วมมือระดับฝ่ายบริหารที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศประชุม แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และพิจารณามาตรการส่งเสริมการค้าเฉพาะด้านได้


โครงการสำคัญโครงการแรกของคณะกรรมการฯ คือ กรอบความร่วมมือทางการค้า 30-for-30 Framework ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยทั้งสองประเทศได้เสนอรายการสินค้าที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันฝ่ายละประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อพิจารณาลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้า ตลอดจนส่งเสริมให้การค้าสินค้าระหว่างกันมีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการส่งเสริมการค้าในกลุ่มสินค้าที่กำหนดไว้ แทนการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่ากรอบความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่การจัดตั้งกรอบดังกล่าวถือเป็นการวางกระบวนการสำหรับพิจารณาลดอุปสรรคทางการค้าของสินค้าบางรายการในอนาคต


ในอดีต จีนถือเป็นหนึ่งในตลาดต่างประเทศที่สำคัญที่สุดสำหรับสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศได้รับผลกระทบอย่างมากจากมาตรการภาษีและความตึงเครียดทางการค้าที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ไปยังจีนเคยสูงเกือบ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2565 ก่อนลดลงเหลือประมาณ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568
การลดลงของมูลค่าการส่งออกดังกล่าวทำให้การนำสินค้าเกษตรเข้าสู่กรอบพิจารณาลดภาษีได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากจีนเป็นตลาดสำคัญที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ หากสามารถลดอุปสรรคทางการค้าได้จริง


อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบของกรอบความร่วมมือ 30-for-30 ต่อภาคเกษตรกรรมในขณะนี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ เนื่องจากการดำเนินงานยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และรายละเอียดเกี่ยวกับการลดภาษี รายการสินค้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ ตลอดจนแนวทางการนำมาตรการไปปฏิบัติจริง ยังต้องผ่านการหารือระหว่างทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากรอบความร่วมมือนี้จะส่งผลต่อการค้าสินค้าเกษตรอย่างไรในระยะยาว


แม้ยังไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน แต่รายการสินค้านำเข้าที่รัฐบาลจีนเสนอภายใต้กรอบ 30-for-30 อาจช่วยสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มสินค้าที่ทั้งสองประเทศมีโอกาสขยายการค้าร่วมกันในอนาคต จากการวิเคราะห์รายการสินค้าซึ่งจำแนกตามพิกัดอัตราภาษีศุลกากรมากกว่า 1,600 รายการ พบว่าสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 83 ของรายการสินค้าทั้งหมด


ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เส้นใย และสินค้าอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆ มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เมื่อพิจารณาตามหมวดสินค้า พบว่ากลุ่มที่มีจำนวนรายการมาก ได้แก่ สัตว์มีชีวิต ผักและผลไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ เมล็ดพืชและพืชน้ำมัน ผัก ปลาและอาหารทะเล ผลไม้และถั่ว รวมถึงเนื้อสัตว์


ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากขอบเขตของสินค้าที่จะได้รับการครอบคลุมภายใต้กรอบความร่วมมือฉบับสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของรายการสินค้าที่เสนอสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มที่จะเป็นส่วนสำคัญในการขยายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ในอนาคต
---
ที่มา:
www.oklahomafarmreport.com

www.whitehouse.gov

ustr.gov

ตกลง