กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (U.S. Department of Agriculture: USDA) โดยหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตร (Agricultural Research Service: ARS) พัฒนาข้าวหอมพันธุ์ใหม่ “Sallah” ซึ่งมีลักษณะเมล็ดยาวและมีกลิ่นหอมใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและตลาดข้าวหอมที่กำลังขยายตัวในสหรัฐฯ
ข้าวพันธุ์ Sallah ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพการเพาะปลูกในพื้นที่ภาคใต้ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐ Arkansas, Louisiana และ Texas ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศ นอกจากคุณสมบัติด้านกลิ่นหอมและคุณภาพการหุงแล้ว พันธุ์ดังกล่าวยังมีจุดเด่นด้าน ความต้านทานต่อโรคไหม้ (rice blast) และโรคกาบใบแห้ง (sheath blight) ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว
อีกหนึ่งจุดเด่นคือ Sallah สามารถนำไปปลูกแบบตัดตอซัง (ratoon crop) หลังการเก็บเกี่ยวครั้งแรกแตกหน่อเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกครั้ง ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และแรงงานให้แก่เกษตรกร
USDA ระบุว่า ข้าวพันธุ์ Sallah ได้รับการพัฒนาจากการผสมระหว่างพันธุ์ Jasmine 85 และ Lemont ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการผลิตข้าวในสหรัฐฯ โดย Jasmine 85 เป็นข้าวหอมเมล็ดยาวที่มีกลิ่นหอมและคุณภาพการหุงใกล้เคียงกับข้าวหอมเอเชีย รวมทั้งมีความต้านทานต่อโรคกาบใบแห้ง ขณะที่ Lemont เป็นข้าวเมล็ดยาวในกลุ่ม tropical japonica ที่สามารถปรับตัวได้ดีต่อสภาพการเพาะปลูกในสหรัฐฯ
จากการทดลองในแปลงปลูกเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่า Sallah ให้ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยประมาณ 9,309 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ และการปลูกแบบตัดตอซัง สามารถให้ผลผลิตเพิ่มเติมได้ประมาณ 4,712 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ สะท้อนถึงศักยภาพของพันธุ์ Sallah ในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตของการผลิตข้าวหอมในสหรัฐฯ
การพัฒนาข้าวหอมพันธุ์ Sallah สะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตข้าวหอมภายในประเทศ เพื่อตอบรับความนิยมของข้าว Jasmine และข้าวหอมประเภทต่าง ๆ ในตลาดสหรัฐฯ โดย USDA คาดว่าจะสามารถนำพันธุ์ Sallah ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์สำหรับเกษตรกรได้ในปี 2027
-------
ที่มา:
scientificdiscoveries.ars.usda.gov
www.ars.usda.gov