กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปลูก "กระชาย" พืชสมุนไพรพื้นบ้านอย่างถูกวิธี
23 ส.ค. 2564
449
0
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปลูก "กระชาย" พืชสมุนไพรพื้นบ้านอย่างถูกวิธี
กรมส่งเสริมการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปลูก "กระชาย" พืชสมุนไพรพื้นบ้านอย่างถูกวิธี

"กระชาย" ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรจัดอยู่ในพืชวงศ์เดียวกับ ขิง (ZINGIBERACEAE) เป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินเรียกว่า เหง้า ซึ่งมีลักษณะเป็นตุ้มสั้น แตกหน่อได้เช่นเดียวกับขิง รูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาวปลายเรียวแหลมออกเป็นกระจุก มีผิวสีน้ำตาลอ่อนเนื้อในสีเหลืองมีกลิ่นข่าและขมิ้น รากอวบหอมเฉพาะตัว ใช้เหง้าเป็นส่วนขยายพันธุ์ และรากเป็นส่วนที่ใช้บริโภคมีสรรพคุณ เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพร

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับงานด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร เพื่อไว้ใช้เองในครัวเรือน และจำหน่ายตามแนวทางตลาดนำการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรด้านพืช มีวิธีปลูกกระชายมาแนะนำ ดังนี้

การเตรียมพันธุ์ เกษตรกรควรเลือกเหง้ากระชายที่มีตาสมบูรณ์ และปราศจากโรคและแมลง มีอายุตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไป โดยนำเหง้ามาแบ่งส่วนตัดแต่งให้เหลือรากติดลำต้นประมาณ 2 ราก และควรมีตาอย่างน้อย 3-5 ตา ก่อนปลูกควรแช่พัวพันธุ์ด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อราและสารฆ่าแมลงที่ป้องกันแมลงในดิน แช่ไว้นานประมาณ 30 นาที ซึ่งการปลูกกระชาย 1 ไร่ จะใช้หัวพันธุ์ประมาณ 400 กิโลกรัม

การเตรียมดิน กระชายสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี เกษตรกรต้องเตรียมดินโดยไถพลิกหน้าดินให้ลึกอย่างน้อย 25-30 เซนติเมตร เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอกับการแทงรากของกระชาย เนื่องจากหากดินในบริเวณตุ้มของกระชายแข็ง จะทำให้ตุ้มเจริญเติบโตลงไปในดินไม่ได้ ส่งผลให้ตุ้มหรือรากสั้น จากนั้นให้ตากดินไว้ประมาณ 7 วัน และไถพรวนดินให้เป็นก้อนที่เล็กลง ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปรับปรุงบำรุงดิน และพรวนดิน ยกร่องแปลงปลูกให้สูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร เพราะเมื่อฝนตก น้ำฝนจะชะล้างทำให้ร่องต่ำลงและควรย่อยดินบริเวณหลังร่องให้ละเอียดและเกลี่ยให้ราบแบน ไม่ควรให้เป็นสัน

การปลูก ควรใช้ส่วนเหง้าที่ตากแห้งพร้อมปลูก ซึ่งจะมีตาแตกออกมาเป็นยอดเล็กน้อย ช่วงระยะเวลาที่แนะนำให้ปลูกคือ ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนของทุกๆ ปี โดยฝังเหง้าลึกจากผิวดิน 1-2 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูก 10*15 เซนติเมตร จะได้ผลผลิตสูง หรือระยะ 25*15 เซนติเมตร จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี หากปลูกในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคเน่า เกษตรกรควรอบดินเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ด้วยปุ๋ยยูเรียผสมปูนขาว อัตราส่วน 1:10 คลุกให้เข้ากับดินรดน้ำและตบดินให้แน่น ทิ้งไว้ 7 วัน 

การให้ปุ๋ย ก่อนปลูกให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยขี้ไก่เก่า หลุมละ 200 กรัม และคลุมแปลงปลูกด้วย ฟางข้าวหนาประมาณ 2 นิ้ว เพื่อป้องกันการงอกของวัชพืชและยังช่วยรักษาความชื้นในดิน หลังจากปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่มเมื่อต้นกระชายงอกยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร เกษตรกรควรรีบกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่อาจมีการใส่ปุ๋ยในที่ปริมาณแตกต่างกันขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดินปลูก และควรใส่ปุ๋ยตามความต้องการของกระชาย เพื่อให้กระชายแข็งแรงและช่วยลดต้นทุน นอกจากนี้ การใส่ปุ๋ยเคมีให้กับต้นกระชายมากๆ จะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ต้นกระชายเน่าตายได้

การให้น้ำ ควรให้น้ำกระชายอย่างสม่ำเสมอ ยกเว้นในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องกัน สำหรับช่วงฤดูแล้งควรให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง และเมื่อกระชายแตกยอดแล้วควรให้น้ำเวลาเย็น เพราะหากให้เวลาเช้า หรือกลางวัน อาจทำให้ใบไหม้ได้

การเก็บเกี่ยว กระชายสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 5-6 เดือน จนถึง 10-12 เดือน แต่ช่วงอายุ 8-9 เดือนจะให้สารสำคัญสูงสุด ควรเก็บเกี่ยวโดยใช้มือถอน หรือจอบขุด ดดยการขุดกระชายแต่ละครั้ง ควรต้องขุดในขณะที่ดินมีความชื้น ก่อนขุดถ้าดินแห้งให้รดน้ำก่อนเพื่อให้ดินนุ่ม จะช่วยลดความเสียหายของรากกระชายไม่ให้หักหรือขาดได้ กรณีที่กระชายมีอายุมากยังไม่เก็บเกี่ยวใบของกระชายจะเริ่มเหี่ยว เหลือง ลำต้นแห้งตาย ในระยะนี้ไม่ต้องให้น้ำ เพราะจะทำให้กระชายงอก หากต้องการขยายช่วงเวลาเก็บเกี่ยวให้นานขึ้นหรือให้ทำพันธุ์จะต้องคลุมฟางและรดน้ำเป็นครั้งคราวเพื่อรักษาความชื้นของดินให้เหง้าและรากกระชายไม่ฝ่อในช่วงหน้าแล้ง

ตกลง