จากวิกฤติสงครามในยูเครนที่กำลังขยายตัวและราคาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคในอิตาลีที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น (8.9% ในเดือนกันยายน) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยของสมาคมช่างฝีมือและธุรกิจขนาดเล็ก (C.G.I.A.) รายงานว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ชาวอิตาลีไม่สามารถออมเงินได้เพิ่มขึ้น จากรายงานพบว่าเมืองที่มีการออมลดลงมากที่สุดคือ กรุงโรม มิลาน ตูริน เนเปิลส์ เบรสช่า และโบโลญ่า ตามลำดับ นอกจากนี้ สมาพันธ์เกษตรกรอิตาลี (Coldiretti) ยังรายงานว่าจากราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น 11.5% ครอบครัวชาวอิตาเลียนจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารเพิ่มขึ้น 650 ยูโร โดยสินค้าในกลุ่มอาหารที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดได้แก่ น้ำมันจากเมล็ดพืชต่างๆ (+60.5%) โดยเฉพาะจากเมล็ดทานตะวันที่ได้รับผลกระทบจากแหล่งส่งออกใหญ่ในยูเครน นอกจากนี้ ราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้นได้แก่ เนย (+38.1%) มาการีน (+26.5%) ตามด้วยข้าว (+26.4%) ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากวิกฤติความแห้งแล้งที่ผิดปกติในปีนี้ นม (+24.5%) แป้ง (+24.1%) พาสต้า (+21.6%) น้ำตาล (+18.4%) ไอศครีม
(+18.2%) และผักสด (+16.7%) เป็นต้น ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานการเกษตรตั้งแต่ฟาร์มผู้ผลิต ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน 1 ใน 10 ของฟาร์มผู้ผลิตมีความเสี่ยงที่จะปิดกิจการ เนื่องจากปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปุ๋ย (+170%) อาหารสัตว์ (+90%) และน้ำมันเชื้อเพลิง (+129%) เนื่องจากอิตาลีต้องพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบจำพวกธัญพืชและข้าวโพดเพิ่มขึ้นถึง 29% จากยูเครน ซึ่งทางสมาคมไม่มั่นใจต่อคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารที่นำเข้า และขอให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการทันทีด้วยการออกมาตรการในการควบคุมราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่มีราคาแพงและออกมาตรการที่สนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างฟาร์มในรูปแบบที่ยั่งยืน
แม้ว่าวิกฤติด้านพลังงานจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นไปทั่วโลกแต่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของอิตาลียังคงเป็นบวก โดยใน 7 เดือนแรกมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 18% หรือคิดเป็น 34.5 พันล้านยูโร มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมากส่วนหนึ่งเป็นผลสะท้อนมาจากเงินเฟ้อ แต่ในเชิงปริมาณก็เพิ่มขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้ากลุ่มพาสต้า ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และบิสกิต ไวน์ เนยแข็ง แฮม และมะเขือเทศสำหรับทำซอส ประเทศคู่ค้าหลักที่นำเข้าสินค้า Made-in-Italy คือ เยอรมัน (+11%) สหรัฐอเมริกา (+21%) ฝรั่งเศส (+18%) อังกฤษ และประเทศในยุโรปตะวันตก ในขณะที่ตลาดจีนและญี่ปุ่นนั้นมีการนำเข้าลดลง ส่วนการนำเข้าสินค้าเกษตรของอิตาลีเพิ่มขึ้น 29.2% หรือ 34.9 พันล้านยูโร โดยได้แรงผลักดันจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ดีของการดำเนินกิจกรรมการแปรรูปอาหาร แม้จะมีแรงกดดันอย่างมากต่อต้นทุนของอุตสาหกรรมอาหารอิตาลีก็ตาม
สำหรับการเลือกตั้งของอิตาลีที่ผ่านมา พบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่นาง Giorgia Meloni หัวหน้าพรรค Brothers of Italy จะได้เป็นนายกหญิงคนใหม่และคนแรกของอิตาลี นาง Giorgia Meloni ชูนโยบายที่เน้นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ อาทิ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ วิกฤติพลังงานและต่อต้านผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ด้านนโยบายต่างประเทศยังคงสนับสนุนนโยบายของสหภาพยุโรป เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา และสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครนต่อไป อย่างไรก็ตาม วันนัดหมายวันที่ 13 ตุลาคม 2565 นาย Sergio Mattarella ประธานาธิบดีอิตาลีจะเรียกประชุมเพื่อเลือกหัวหน้ารัฐบาลคนใหม่ หลังจากนั้น หัวหน้ารัฐบาลจะนำเสนอรายชื่อรัฐมนตรีทั้ง 22 คนต่อประธานาธิบดีเพื่อพิจารณาต่อไป