|
2.1 ผลไม้ไทย
ที่มา:ข้อมูลดิบราคาผลไม้ตลาดพรี่เมี่ยม Fresh Mart ตลาดระดับกลาง Carrefour และร้านค้าแฟรนไชส์ Pagoda (ฝ่ายการเกษตรฯลงพื้นที่สำรวจราคาผลไม้ด้วยตัวเอง)
ผลไม้ไทยจัดจำหน่าย ณ ตลาด 3 ระดับในเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ ตลาดระดับพรีเมี่ยม ตลาดระดับกลาง และร้านแฟรนไชส์ผลไม้ ซึ่งเดือนพฤศจิกายนไม่ใช่ช่วงฤดูกาลของผลไม้ไทย ตลาดทั้ง 3 ระดับยังคงนำเข้าผลไม้ยอดนิยมของผู้บริโภคจีนได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมะพร้าว ในจำนวน 3 ชนิดผลไม้ ราคามะพร้าวที่จัดจำหน่ายทั้ง 3 ระดับตลาดค่อนข้างมีความเสถียรภาพมากสุด โดยตลาดพรีเมี่ยมจัดจำหน่ายอยู่ที่ 28 หยวนต่อลูก ร้านแฟรนไชส์จัดจำหน่ายอยู่ที่ 13.8-14.8 หยวนต่อลูก ซึ่งเป็นมะพร้าวเกรดเอ สำหรับตลาดระดับกลางจัดจำหน่ายอยู่ที่ 15.8 ต่อลูก ไม่ได้ระบุเกรดคุณภาพมะพร้าว
หากพิจารณาราคาจัดจำหน่ายผลไม้ทั้ง 3 ระดับตลาดพบว่า ราคาผลไม้ ณ ตลาดพรีเมี่ยมมีราคาแพงที่สุด โดยที่ผลไม้ยอดนิยมอย่างทุเรียนและมังคุด ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4 และ 1.7 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 นอกจากนี้ยังนำเข้าผลไม้ชนิดอื่นเพิ่มเติมอาทิ เงาะ และส้มโอเนื้อแดง เข้ามาจัดจำหน่าย โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 68 หยวนต่อ 500 กรัม และ 298 หยวนต่อลูก ตามลำดับ
ในส่วนตลาดระดับกลางไม่มีความคงที่ของชนิดและราคาจำหน่ายผลไม้ไทย ไม่มีการจำหน่ายทุเรียน มังคุดมีจำหน่ายเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น สำหรับราคาจำหน่ายลำไยเพิ่มขึ้นจาก 9.8 หยวนต่อ 500 กรัมเป็น 22.8 หยวนต่อ 500 กรัม โดยรูปแบบจำหน่ายเปลี่ยนจากอดีต มีการบรรจุใส่กล่องอย่างสวยงาม ผลลำไยไม่เหี่ยวหรือฝ่อ เม็ดกลมโต เปลือกสีน้ำตาล
ร้านแฟรนไชส์ผลไม้ ในช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือน ราคาทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 หยวนต่อ 500 กรัม เนื่องจากราคามีการจัดจำหน่ายทุเรียนเพียง 1-2 ลูกเท่านั้น หลังจากนั้นราคาทุเรียนเริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ในส่วนราคาจำหน่ายลำไยคงตัวตลอดเดือนอยู่ที่ 9.8 หยวนต่อ 500 กรัม จัดจำหน่ายแบบบรรจุใส่กล่องเพียงอย่างเดียว
2.2 กุ้ง
ที่มา:ตลาดสินค้าประมงเซี่ยงไฮ้
ราคาจัดจำหน่ายกุ้งทุกประเภท ณ ตลาดประมงเซี่ยงไฮ้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคม 2561 โดยที่ราคากุ้งขาวไทย
และกุ้งนางเวียดนามไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดระยะเวลา 6 เดือน ราคาคงตัวอยู่ที่ 70 และ 30 หยวนต่อ 500 กรัม ในส่วนราคากุ้งกุลาดำน้ำจืด และกุ้งขาวเอกวาดอร์ เริ่มมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ราคากุ้งกุลาดำน้ำเค็มไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่ตามช่วงเทศกาลของประเทศจีน
2.3 ยางพารา
ที่มา: Shanghai Future Exchange
จากกราฟแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุมาจากอุปทานล้นตลาด กลุ่มโอเปกเพิ่มการผลิตน้ำมัน และสหรัฐฯ มีปริมาณน้ำมันคงเหลือสูงสุดในรอบ 10 ปี แตะระดับอยู่ที่ 450 ล้านบาร์เรล ซึ่งราคาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าทุกรอบการส่งมอบของเดือนพฤศจิกายนลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งมีทิศทางแปรผันตรงกับราคาน้ำมัน ถึงแม้ค่าดัชนี IPM ทุกเดือนยังมากกว่า 50 แต่ราคายางลดลงอย่างต่อเนื่อง ในเดือนนี้ค่าดัชนี IPM ของจีนอยู่ที่ 50.60 บ่งชี้ได้ว่าเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ นอกจากนี้ จีนประกาศยกเลิกนโยบายลดภาษีรถยนต์ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในจีนซบเซากว่าเมื่อก่อน รวมถึงก่อนหน้านี้โรงงานผลิตรถยนต์ในจีนถูกควบคุมปริมาณการผลิตรถยนต์ เนื่องด้วยมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน และผู้นำเข้าจีนชะลอตัวการซื้อยางพาราจากต่างประเทศ จึงทำให้อุปสงค์การใข้ยางพาราน้อยกว่าอุปทานยางพาราในตลาด อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นช่วงฤดูกาลกรีดยางของประเทศในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ส่งผลให้ปริมาณยางพาราเข้าสู่ตลาดอาจเพิ่มขึ้น
แนวโน้มสินค้าเกษตร
1. ผลไม้
ชนิดของผลไม้ที่จำหน่ายในเดือนธันวาคมอาจมีเพียงแค่ 3-4 ชนิด ล้วนเป็นผลไม้ยอดนิยมของผู้บริโภคจีนได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว มังคุด และลำไย แต่ราคาจำหน่ายผลไม้อาจไม่ได้แตกต่างไปจากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากราคาจำหน่ายของเดือนพฤศจิกายนอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติเกือบ 2 เท่า
2. กุ้ง
ราคากุ้งทุกประเภทอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนพฤศจิกายน 2561 ราคาจำหน่ายกุ้งเริ่มสู่ภาวะเสถียรภาพ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามช่วงเทศกาลสำคัญของจีน 2 ช่วง คือเทศกาลวันชาติ และเทศกาลตรุษจีนของทุกปี
3. ยางพารา
ราคาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าของเดือนธันวาคมของรอบส่งมอบถัดไปอาจทรงตัวอยู่ระหว่าง 10,000-12,000 หยวนต่อตัน เนื่องจากตลาดรอดูท่าทีของจีนและสหรัฐฯ ว่าจะสามารถยุติสงครามทางการค้าได้หรือไม่ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยินยอมผ่อนปรนมาตรการทางภาษีออกไปอีก 90 วัน และจะมีการประชุมลับจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม หากว่าสามารถยุติสงครามทางการค้าระหว่างกันได้ อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และโลกค่อยๆฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ ภาครัฐไทยออกนโยบายลดพื้นที่การปลูกยางพารา และราคายางที่ตกต่ำมานาน ทำให้เกษตรกรสวนยางบางรายหันไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ส่งผลต่อปริมาณยางพาราเข้าสู่ตลาดในอนาคต ทำให้ราคายางพาราอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2019
|