รายงานสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร (Situation Report) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561
15 ม.ค. 2562
228
0
รายงานสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร (Situation Report) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561
รายงานสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร
รายงานสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร (Situation Report) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561

รายงานสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตร (Situation Report) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561

ฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้

 

1. มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับประเทศที่รับผิดชอบ

ข้อมูลจากปักกิ่ง

2. สถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้ม

2.1 ผลไม้ไทย

 

ที่มา:ข้อมูลดิบราคาผลไม้ตลาดพรี่เมี่ยม Fresh Mart ตลาดระดับกลาง Carrefour และร้านค้าแฟรนไชส์ Pagoda
(ฝ่ายการเกษตรฯลงพื้นที่สำรวจราคาผลไม้ด้วยตัวเอง)

ผลไม้ไทยจัดจำหน่าย ณ ตลาด 3 ระดับในเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ ตลาดระดับพรีเมี่ยม ตลาดระดับกลาง และร้านแฟรนไชส์ผลไม้ ซึ่งเดือนพฤศจิกายนไม่ใช่ช่วงฤดูกาลของผลไม้ไทย ตลาดทั้ง 3 ระดับยังคงนำเข้าผลไม้ยอดนิยมของผู้บริโภคจีนได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมะพร้าว ในจำนวน 3 ชนิดผลไม้ ราคามะพร้าวที่จัดจำหน่ายทั้ง 3 ระดับตลาดค่อนข้างมีความเสถียรภาพมากสุด โดยตลาดพรีเมี่ยมจัดจำหน่ายอยู่ที่ 28 หยวนต่อลูก ร้านแฟรนไชส์จัดจำหน่ายอยู่ที่ 13.8-14.8 หยวนต่อลูก ซึ่งเป็นมะพร้าวเกรดเอ สำหรับตลาดระดับกลางจัดจำหน่ายอยู่ที่ 15.8 ต่อลูก ไม่ได้ระบุเกรดคุณภาพมะพร้าว

หากพิจารณาราคาจัดจำหน่ายผลไม้ทั้ง 3 ระดับตลาดพบว่า ราคาผลไม้ ณ ตลาดพรีเมี่ยมมีราคาแพงที่สุด โดยที่ผลไม้ยอดนิยมอย่างทุเรียนและมังคุด ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4 และ 1.7 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 นอกจากนี้ยังนำเข้าผลไม้ชนิดอื่นเพิ่มเติมอาทิ เงาะ และส้มโอเนื้อแดง เข้ามาจัดจำหน่าย โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 68 หยวนต่อ 500 กรัม และ 298 หยวนต่อลูก ตามลำดับ

ในส่วนตลาดระดับกลางไม่มีความคงที่ของชนิดและราคาจำหน่ายผลไม้ไทย ไม่มีการจำหน่ายทุเรียน มังคุดมีจำหน่ายเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น สำหรับราคาจำหน่ายลำไยเพิ่มขึ้นจาก 9.8 หยวนต่อ 500 กรัมเป็น 22.8 หยวนต่อ 500 กรัม โดยรูปแบบจำหน่ายเปลี่ยนจากอดีต มีการบรรจุใส่กล่องอย่างสวยงาม ผลลำไยไม่เหี่ยวหรือฝ่อ เม็ดกลมโต เปลือกสีน้ำตาล

ร้านแฟรนไชส์ผลไม้ ในช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือน ราคาทุเรียนปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 หยวนต่อ 500 กรัม เนื่องจากราคามีการจัดจำหน่ายทุเรียนเพียง 1-2 ลูกเท่านั้น หลังจากนั้นราคาทุเรียนเริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ในส่วนราคาจำหน่ายลำไยคงตัวตลอดเดือนอยู่ที่ 9.8 หยวนต่อ 500 กรัม จัดจำหน่ายแบบบรรจุใส่กล่องเพียงอย่างเดียว

        

 

 

2.2 กุ้ง

 

 

ที่มา:ตลาดสินค้าประมงเซี่ยงไฮ้

ราคาจัดจำหน่ายกุ้งทุกประเภท ณ ตลาดประมงเซี่ยงไฮ้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคม 2561 โดยที่ราคากุ้งขาวไทย

และกุ้งนางเวียดนามไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดระยะเวลา 6 เดือน ราคาคงตัวอยู่ที่ 70 และ 30 หยวนต่อ 500 กรัม ในส่วนราคากุ้งกุลาดำน้ำจืด และกุ้งขาวเอกวาดอร์ เริ่มมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ราคากุ้งกุลาดำน้ำเค็มไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่ตามช่วงเทศกาลของประเทศจีน

2.3 ยางพารา

 

 

ที่มา: Shanghai Future Exchange

จากกราฟแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุมาจากอุปทานล้นตลาด กลุ่มโอเปกเพิ่มการผลิตน้ำมัน และสหรัฐฯ มีปริมาณน้ำมันคงเหลือสูงสุดในรอบ 10 ปี แตะระดับอยู่ที่ 450 ล้านบาร์เรล ซึ่งราคาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าทุกรอบการส่งมอบของเดือนพฤศจิกายนลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งมีทิศทางแปรผันตรงกับราคาน้ำมัน ถึงแม้ค่าดัชนี IPM ทุกเดือนยังมากกว่า 50 แต่ราคายางลดลงอย่างต่อเนื่อง ในเดือนนี้ค่าดัชนี IPM ของจีนอยู่ที่ 50.60 บ่งชี้ได้ว่าเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ นอกจากนี้ จีนประกาศยกเลิกนโยบายลดภาษีรถยนต์ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในจีนซบเซากว่าเมื่อก่อน รวมถึงก่อนหน้านี้โรงงานผลิตรถยนต์ในจีนถูกควบคุมปริมาณการผลิตรถยนต์ เนื่องด้วยมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน และผู้นำเข้าจีนชะลอตัวการซื้อยางพาราจากต่างประเทศ จึงทำให้อุปสงค์การใข้ยางพาราน้อยกว่าอุปทานยางพาราในตลาด อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นช่วงฤดูกาลกรีดยางของประเทศในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ส่งผลให้ปริมาณยางพาราเข้าสู่ตลาดอาจเพิ่มขึ้น

แนวโน้มสินค้าเกษตร

1. ผลไม้

           ชนิดของผลไม้ที่จำหน่ายในเดือนธันวาคมอาจมีเพียงแค่ 3-4 ชนิด ล้วนเป็นผลไม้ยอดนิยมของผู้บริโภคจีนได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว มังคุด และลำไย แต่ราคาจำหน่ายผลไม้อาจไม่ได้แตกต่างไปจากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากราคาจำหน่ายของเดือนพฤศจิกายนอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติเกือบ 2 เท่า

2. กุ้ง

ราคากุ้งทุกประเภทอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนพฤศจิกายน 2561 ราคาจำหน่ายกุ้งเริ่มสู่ภาวะเสถียรภาพ อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามช่วงเทศกาลสำคัญของจีน 2 ช่วง คือเทศกาลวันชาติ และเทศกาลตรุษจีนของทุกปี

3. ยางพารา

          ราคาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าของเดือนธันวาคมของรอบส่งมอบถัดไปอาจทรงตัวอยู่ระหว่าง 10,000-12,000 หยวนต่อตัน เนื่องจากตลาดรอดูท่าทีของจีนและสหรัฐฯ ว่าจะสามารถยุติสงครามทางการค้าได้หรือไม่ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยินยอมผ่อนปรนมาตรการทางภาษีออกไปอีก 90 วัน และจะมีการประชุมลับจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม หากว่าสามารถยุติสงครามทางการค้าระหว่างกันได้ อาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และโลกค่อยๆฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ ภาครัฐไทยออกนโยบายลดพื้นที่การปลูกยางพารา และราคายางที่ตกต่ำมานาน ทำให้เกษตรกรสวนยางบางรายหันไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ส่งผลต่อปริมาณยางพาราเข้าสู่ตลาดในอนาคต ทำให้ราคายางพาราอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2019 

3. ประเด็นปัญหา อุปสรรค และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของไทย และถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของไทย

         ปี2017 จีนนำเข้าหมู 1.22 ล้านตัน  ลดลงร้อยละ24.9 เทียบปี 2016 ซึ่งนำเข้าจากประเทศแถบสหภาพยุโรปเป็นหลัก อาทิ เยอรมันนี และสเปน เป็นต้น และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ วันที่ 1 มกราคม 2018 มีฟาร์มเลี้ยงหมูจำนวน 153,639 ฟาร์มต้องถูกปิดตัวลง เนื่องจากมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน รวมถึงแม่หมูสำหรับทำพันธุ์ของจีนลดลงร้อยละ 6.4 เทียบกับปี 2016 อีกทั้งจากรายงานแผนพัฒนาอาหารจากสัตว์เท้ากีบ (ปี2014-ปี2020) คาดการณ์ว่า ปี 2020 อัตราการบริโภคเนื้อหมูประมาณ 29 กิโลกรัมต่อคน ความต้องการนำเข้าเนื้อหมูสดจะเหลือเพียง 40.95 ล้านตัน นอกจากนี้ ช่วงกลางปี 2018 ประเทศจีนประสบปัญหาโรคระบาดอหิวาต์ในหมู ทำให้จีนต้องเพิ่มการนำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับผลพวงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่ใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษี โดยที่จีนเพิ่มภาษีเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสหรัฐฯ อีกร้อยละ 25 ถือเป็นโอกาสอันดีของประเทศคู่ค้าอื่นๆ จะสามารถขยายตลาดภาคการส่งออกมายังจีนได้มากขึ้น ซี่ง แต่ประเทศไทยอาจจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าวมากนัก เนื่องจากมีโรคประจำถิ่น คือ โรคปากเท้าเปื่อย อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ทั้งเนื้อหมูสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมู ดังนั้น ประเทศไทยอาจจะขยายภาคการส่งออกผลิตภัณฑ์หมูแปรรูปแทนเนื้อหมูสด ขณะนี้ ภาครัฐของจีนกำลังให้ความสำคัญการบริโภคอาหารคุณภาพดีมีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น ซึ่งภาครัฐของไทยภาครัฐควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจีนแต่ละมณฑล รวมถึงวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูให้มีคุณค่าทางอาหารมากขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูอินทรีย์ เป็นต้น และกำหนดมาตรฐานการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของระดับสากล

         จากการลดการนำเข้าหมูจากสหรัฐ สหรัฐฯจะต้องมองหาตลาดหมูใหม่เพื่อทดแทนตลาดเดิม ซึ่งประเทศไทยอาจถูกสหรัฐอเมริกาเร่งรัดการเปิดตลาดเพิ่มขึ้น จากการที่ประเทศไทยยังไม่อนุญาตนำเข้าหมูจากสหรัฐหมูที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง

4. เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

       1. ฝ่ายการเกษตรฯ เข้าพบบริษัท ไทยยูเนี่ยน ไชน่า (Thai Union China) จำกัด บริษัทชี้แจ้งแนวโน้มสถานการณ์การส่งออกกุ้งไทยมายังจีนโดยจัดลำดับได้ดังนี้ เอกวาดอร์ (กุ้งขาวแวนาไม) อาร์เจนติน่า (กุ้งแดง)ประเทศอินเดีย (กุ้งขาวตัดหัวแกะเปลือกพร้อมรับประทาน) และประเทศไทย กุ้งปรุงสุกมีหัวและเปลือก (Live cooked shrimp) ทั้งนี้บริษัทแจ้งว่ากุ้งจากอินเดียถึงแม้จะไม่ปรากฎในสถิติ แต่ที่จริงเป็นการลักลอบผ่านเวียดนาม  สำหรับกุ้งไทยปรุงสุกของไทยมีจุดเด่นที่รสชาติหวาน สะอาด ปราศจากกลิ่นคาว และสามารถรับประทานได้ทันที ฐานการผลิตกุ้งของไทยมีกรรมวิธีพิเศษสามารถแปรรูปได้ทุกรูปแบบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นสินค้าขายดีของบริษัทเป็นที่นิยมในผู้บริโภคชาวจีน 

        1.1 บริษัทประสงค์ให้มีการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์กุ้งไทยให้ผู้บริโภคจีนได้รับทราบโดยตรง ผ่านสื่อออลไลน์และออฟไลน์ของภาครัฐและเอกชนในจีน

        1.2 นอกจากนี้ยังประสงค์นำเข้ากบจากไทย เพราะตลาดเนื้อกบในจีนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีการสำรวจและวิจัยถึงสายพันธุ์และลักษณะรสชาติเนื้อกบไทยพบว่ามีลักษณะรสชาติใกล้เคียงกับกบจีน (กบจีนเป็นการผสมระหว่าง 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ Hoplobatrachus rugulosa และ Rana catesbeiana) ซึ่งอุปทานกบจีนไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ ดังนั้น บริษัทจึงขอความอนุเคราะห์ฝ่ายการเกษตรช่วยผลักดันให้ไทยสามารถส่งออกกบมายังจีนได้

        2. ฝ่ายการเกษตรฯ เข้าเยี่ยมชมบริษัท Shanghai irrist Corp จำกัด ซึ่งบริษัทรับผิดชอบเกี่ยวกับระบบชลประทานและเทคโนโลยีการเกษตร มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน พื้นที่เกษตรสาธิตได้ใช้เทคโนโลยีควบคุมการจัดการปุ๋ยและน้ำอัตโนมัติ (Head System high technical) ระบบสั่งการที่เชื่อมกับตัวเซนเซอร์ตรวจวัดองค์ประกอบ 6 ด้านคือ วัดอุณหภูมิอากาศและดิน ความชื้นของอากาศและดิน ความเข้มข้นแสง และความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งติดตั้งในแต่ละโรงเรือน ระบบดังกว่าสามารถควบคุมระยะไกลผ่านแอพลิเคชั่นได้ด้วย ระบบจะสั่งการผสมปุ๋ยรดน้ำ ปรับลดค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำให้เหมาะสมตามพารามิเตอร์ที่ตั้งไว้กับพืชแต่ละชนิด Head System สามารถใช้งานได้ในหลายพืชในคราวเดียวกัน ระบบการรดน้ำใช้ 2 แบบคือ แบบท่อน้ำหยด และแบบละอองอากาศ ซึ่งน้ำที่ใช้รดมาจากน้ำฝนและใช้ระบบน้ำหมุนเวียนในการดำเนินการ โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนน้ำร้อยละ 65-78 และต้นทุนปุ๋ยร้อยละ 35-55 ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศแต่ละพื้นที่ และยังเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้มากถึง 10 เท่าเทียบกับการเพาะปลูกแบบธรรมดา โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเหมาะสมในการพัฒนาเกษตร 4.0 ของประเทศไทย

 

 

ฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้
ตกลง