วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 - 13.30 น.
นางสาววันลีย์ เจริญวิทย์ธนเดช เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นางสาวณัฐฐิญา สุทธภักดี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศการเกษตร พร้อมด้วย นางสาวเบญญาภา กุลดิถี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ดำเนินรายการ “เกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์” ประชาสัมพันธ์ข่าวสารดังนี้
1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม แนะแนวทางป้องกันและกำจัดโรคแบคทีเรียในหนอนไหมที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง ด้วย 2 วิธีหลัก คือ การใช้สารสกัดจากมะนาวและมะกรูด และการใช้ยาปฏิชีวนะฉีดพ่นบนใบหม่อน ควบคู่กับการจัดการโรงเลี้ยงที่ถูกต้อง เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มอัตราการรอดของหนอนไหม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักเกิดการระบาดของโรค
นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า โรคแบคทีเรียถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเลี้ยงไหมเพราะเมื่อเกิดการระบาดสามารถทำให้หนอนไหมตายได้ทั้งโรงเรือนจนไม่ได้ผลผลิต โดยพบมากในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นเอื้อต่อการเกิดโรค หนอนไหมที่ติดเชื้อมักแสดงอาการข้อปล้องบวมสำรอกน้ำย่อย มูลเหลว และซากมีกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ จากการสำรวจแหล่งเลี้ยงไหมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 12 จังหวัด พบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคไหม 3 ชนิด ได้แก่ Bacillus thuringiensis, Serratia marcescens และ Staphylococcus aureus
อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมหม่อนไหมได้แนะนำวิธีป้องกันและกำจัดโรคที่ปฏิบัติได้ง่าย 2 แนวทาง แนวทางแรกคือการใช้สารสกัดจากพืช โดยนำมะนาวและมะกรูดมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปสกัด ซึ่งต้องใช้ในรูปแบบเข้มข้นโดยห้ามเติมน้ำผสม สำหรับอัตราการใช้ให้ปรับตามวัยของหนอนไหม คือ วัย 3 ใช้ 50 – 80 มิลลิลิตร วัย 4 ใช้ 80 – 100 มิลลิลิตร และวัย 5 ใช้ 80 – 100 มิลลิลิตร โดยฉีดพ่นลงบนใบหม่อนในมื้อเช้าเป็นประจำทุกวัน ส่วนแนวทางที่สอง คือการใช้ยาปฏิชีวนะผสมน้ำฉีดพ่นบนใบหม่อน ผลการวิจัยพบว่ายาปฏิชีวนะ Enrofloxacin, Erythromycin และ Tetracycline ช่วยให้หนอนไหมมีอัตราการรอดและได้ดักแด้ที่สมบูรณ์สูงที่สุด ยาปฏิชีวนะที่ได้ผลดีและหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด คือ Erythromycin ซึ่งจะเป็นชนิดผงใช้ในอัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 5 ลิตร และ Enrofloxacin ซึ่งจะเป็นชนิดน้ำใช้อัตรา 2.5 กรัมหรือครึ่งฝา ต่อน้ำ 5 ลิตร ทั้งนี้ ไม่พบสารตกค้างในดักแด้ไหม โดยการใช้ทั้งสองวิธีควรทำร่วมกับการดูแลจัดการโรงเลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะ จึงจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดของหนอนไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ ขอเชิญชวนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เกษตรกร สมาชิกศิลปาชีพ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ร่วมใจประดิษฐ์ “ดอกมะลิจากรังไหม” โดยใช้ “รังไหม” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสายใยพระเมตตาอันทรงคุณค่าถักทอร้อยดวงใจเป็นดอกมะลิ ดอกไม้ประจำวันแม่ สื่อถึงความรักและความกตัญญูของลูกที่มีต่อแม่ “พระมารดาแห่งไหมไทย” เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม – 20 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในวันราชการ (วันจันทร์ - วันศุกร์) ตั้งแต่เวลา 09.30 – 16.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์
3. หลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช 2569 มีผลบังคับใช้ภัยตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569
หลักเกณฑ์การรับความช่วยเหลือ
1) ขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนเกิดภัย
2) เป็นพื้นที่เสียหายจริง และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือฯ
3) ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่
อัตราเงินช่วยเหลือ
1) ข้าว : 2,240 บาท/ไร่
2) พืชไร่และพืชผัก : 3,180 บาท/ไร่
3) ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ : 6,800 บาท/ไร่
(กรณีไม้ผล/ไม้ยืนต้น ชะงักการเจริญเติบโต : 3,400 บาท/ไร่ รวมกับการเสียหายสิ้นเชิงแล้วไม่เกิน 30 ไร่)
4) แปลงถูกดิน โคลน ทับถม : 16,000 บาท/ไร่ (ไม่เกิน 5 ไร่)
เงื่อนไขสำคัญ เกษตรกรต้องขึ้น/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร “ก่อนเกิดภัย”สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านท่าน
4. 3 ขั้นตอน เกษตรกรต้องทำ เมื่อพืชเสียหายจากภัยพิบัติ
เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร เกษตรกรควรดำเนินการตาม 3 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการ
1) เช็กทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรควรตรวจสอบว่าได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ Farmbook Application หากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ควรรีบดำเนินการเพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
2) ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) เมื่อพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ เกษตรกรสามารถยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) ภายหลังจากหน่วยงานราชการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
3) ร่วมประชาคมและติดตามผลการช่วยเหลือ เกษตรกรควรติดตามข่าวสารและเข้าร่วมประชาคม เพื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูลความเสียหาย รวมทั้งติดตามรายชื่อผู้ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งข้อมูลความเสียหายให้ถูกต้อง ติดตามประกาศและขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพราะภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมข้อมูลให้พร้อม คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง
5. วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ประจำปี 2569 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ขอเชิญชวนเจ้าของ สุนัขและแมว ร่วมกิจกรรม “วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ประจำปี 2569” ในวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ณ โดมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ
บริการฟรี ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดยากำจัดเห็บ–หมัด ผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว
เงื่อนไขการผ่าตัดทำหมัน อายุ 6 เดือนขึ้นไป และมีสุขภาพแข็งแรง ไม่อยู่ระหว่างตั้งท้อง ไม่อยู่ในช่วงเป็นสัด งดน้ำและงดอาหารก่อนผ่าตัด 8–12 ชั่วโมง
ข้อจำกัดสำคัญ งดรับสัตว์พันธุ์หน้าสั้นและพันธุ์ตัวเล็กที่มีความเสี่ยงในการวางยาสลบ เช่น ปอมเมอเรเนียน ชิวาวา ปั๊ก เฟรนช์บูลด็อก ชิสุ แมวเปอร์เซีย สก็อตติชโฟลด์ รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ ที่สัตวแพทย์พิจารณาว่ามีความเสี่ยง
โดยจะเปิดลงทะเบียน 08.30–10.00 น. สามารถลงทะเบียนที่หน้างานเท่านั้น รับจำนวนจำกัด 100 ตัว ไม่รับจองคิวผ่าน Facebook หรือทางโทรศัพท์ หากมีผู้มารับบริการครบ 100 ตัว อาจปิดรับลงทะเบียนก่อนเวลาที่กำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 045-612928 ต่อ 17
6. กรมปศุสัตว์เตรียมความพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์อย่างครบวงจร
กรมปศุสัตว์เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ โดยวางแผนดำเนินงานทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และภายหลังเกิดภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดความสูญเสีย และฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรอย่างเป็นระบบ
ก่อนเกิดภัย กรมปศุสัตว์เตรียมความพร้อมด้านเสบียงสัตว์ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 31 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมจัดเตรียมเสบียงอาหารสัตว์สำรอง รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับจังหวัดและอำเภอ สำรองวัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับป้องกันโรคระบาดสัตว์ จัดเตรียมเวชภัณฑ์ อาหารเสริม แร่ธาตุ วิตามิน และถุงยังชีพสำหรับสัตว์ จำนวน 3,000 ถุง ตลอดจนเตรียมยานพาหนะ 118 คัน และหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ 200 ทีม เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเกิดภัย กรมปศุสัตว์จัดหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพสัตว์ สนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลน และกำหนดจุดอพยพสัตว์ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการสูญเสียและดูแลสวัสดิภาพสัตว์ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ
ภายหลังเกิดภัย จะดำเนินการช่วยเหลือและฟื้นฟูเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมสนับสนุนด้านสุขภาพสัตว์ อาหารเสริม และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูการเลี้ยงสัตว์และกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมและการบูรณาการความช่วยเหลือในทุกระยะ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ “พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในทุกสถานการณ์”
7. เตือนภัยการเกษตร เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงและฝนตกต่อเนื่อง เอื้อต่อการระบาดของหนอน แมลง โรคพืช รวมถึงโรคที่อาจส่งผลกระทบต่อปศุสัตว์
ศัตรูพืชที่ควรเฝ้าระวัง
1) หนอนกระทู้ข้าว / หนอนห่อใบข้าว ควรตรวจสอบการเข้าทำลายของหนอนอย่างต่อเนื่อง
2) หอยเชอรี่ ระวังการทำลายต้นข้าวในระยะเริ่มต้น
3) แมลงบั่ว ติดตามการระบาดในนาข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง
โรคพืชที่ต้องระวัง
1) โรครากเน่าโคนเน่า เกิดจากเชื้อราในดิน โดยเฉพาะในสภาพพื้นที่ชื้นแฉะ
2) โรคใบไหม้ ควรหมั่นสำรวจแปลงพืชอย่างใกล้ชิด
3) โรคแอนแทรคโนส ระบาดได้ดีในสภาพอากาศชื้นและมีฝนตก
โรคปศุสัตว์ที่สำคัญในช่วงฤดูฝน
1) พยาธิใบไม้ตับ มักพบในสัตว์ที่กินหญ้าหรือแช่น้ำในพื้นที่ชื้นแฉะ
3) โรคยุงและแมลงดูดเลือด เช่น ลัมปี สกิน ควรป้องกันและควบคุมพาหะนำโรค
4) โรคเท้าเปื่อยและโรคจากบ่อ/คอกที่มีความชื้น ควรรักษาความสะอาดบริเวณเลี้ยงสัตว์อย่างสม่ำเสมอ
เกษตรกรควรปฏิบัติดังนี้ ระบายน้ำให้ดี ไม่ให้น้ำขัง หมั่นสำรวจแปลงและคอกสัตว์ ทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ ใช้ชีวภัณฑ์หรือสารควบคุมตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ปรึกษาหน่วยงานภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่เมื่อพบปัญหาการระบาด
8. เตือนภัยอันตรายที่ต้องระวังขณะน้ำท่วมฉับพลัน กระทรวงสาธารณสุขเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พร้อมย้ำหลัก “เตรียมพร้อม รับมือได้ ปลอดภัยแน่นอน” สำหรับอันตรายสำคัญที่ควรเฝ้าระวังขณะเกิดน้ำท่วม ได้แก่
1) กระแสน้ำเชี่ยว อาจถูกพัดพาและได้รับอันตรายจากกระแสน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการเดินหรือเล่นน้ำในบริเวณที่มีกระแสน้ำไหลแรง
2) ไฟฟ้ารั่วและไฟฟ้าดูด หลีกเลี่ยงการสัมผัสปลั๊กไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ และควรตัดกระแสไฟฟ้าหากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย
3) ขับรถฝ่าน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วม เนื่องจากอาจเกิดอันตรายจากกระแสน้ำและระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น
4) หลุม ท่อเปิด และถนนชำรุด ระดับน้ำอาจบดบังหลุมหรือสิ่งกีดขวาง ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง
5) สัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ และสัตว์เลื้อยคลาน อาจหนีน้ำเข้ามาในบ้านหรือบริเวณที่พักอาศัย ควรตรวจสอบพื้นที่โดยรอบก่อนเข้าใกล้
6) น้ำปนเปื้อนและเชื้อโรค น้ำท่วมอาจมีเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
7) อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างไม่มั่นคง อาคารที่ได้รับความเสียหายหรือมีรอยแตกร้าวอาจพังถล่มได้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้และแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
ทั้งนี้ ประชาชนควร ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่เข้าใกล้จุดเสี่ยง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อป้องกันการสูญเสียและลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมฉับพลัน
9. สวัสดิการช่วยเหลือชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย โดยมีรายละเอียดการช่วยเหลือ ดังนี้
1) เงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ช่วยเหลือรายละ ไม่เกิน 3,000 บาท กรณีต้นยางเสียหาย ไม่น้อยกว่า 20 ต้น ในแปลงเดียวกัน เงินทุนกู้ยืมรายละ ไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี
2) กรณี “สวนปลูกแทน” ได้รับความเสียหาย หากเป็นกรณี “เสียสภาพสวน” จะได้รับเงินอุดหนุนการปลูกแทนจาก กยท. ทดแทนสวนที่เสียหาย ต้นยาง/ไม้ยืนต้นอื่นที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และได้รับความเสียหายจนต้นตาย จะได้รับความช่วยเหลือเป็น ค่าปลูกซ่อม ในอัตราต้นละ 45 บาท โดยช่วยเหลือ 1 ครั้ง ต้นยาง/ไม้ยืนต้นชนิดอื่น (พืชหลัก) ที่เสียหายแต่ยังสามารถตัดแต่งกิ่งที่ได้รับความเสียหายได้ จะได้รับความช่วยเหลือเป็น ค่าตัดแต่ง 1 ครั้ง อายุ 2 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี อัตราต้นละ 55 บาท อายุ 3 ปีขึ้นไป อัตราต้นละ 110 บาท
การแจ้งขอรับความช่วยเหลือ เกษตรกรสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือจาก กยท. ภายในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ประสบภัย หรือวันที่เหตุภัยพิบัตินั้นสิ้นสุดลง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โทร. 0-2433-2222 ต่อ 253, 245 หรือ สายด่วนการยางแห่งประเทศไทย 1390
10. ประชาสัมพันธ์กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน
วัตถุประสงค์ของกองทุน
1) เพื่อปลดเปลื้องหนี้สินและไถ่/ไถ่ถอนที่ดินหรือซื้อที่ดินคืน
2) เพื่อซื้อที่นาเช่าตาม พรบ.การเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม
3) เพื่อการประกอบอาชีพ (ลูกหนี้รายเดิม)
ผู้มีสิทธิขอความช่วยเหลือ
1) เป็นเกษตรกร หรือผู้ยากจน หรือเป็นบิดา มารดา หรือคู่สมรส หรือบุตร ของเกษตรกรหรือผู้ยากจน อายุไม่เกิน 60 ปี หากมีอายุเกิน 60 ปี ต้องมีผู้กู้ร่วม
2) มีหนี้สินจากการนำที่ดินไปขายฝาก จำนอง หรือกู้ยืมเงิน
3) มีความประสงค์จะซื้อที่นาเช่าตามสิทธิแห่งกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
4) มีหนี้สินอันเกิดจากเหตุสุจริต จำเป็น และเป็นภาระหนัก
ที่ดินที่จะไถ่ถอนหรือซื้อคืน
1) ต้องเป็นที่ดินของเกษตรกรหรือผู้ยากจน หรือเป็นของบิดา มารดา หรือคู่สมรส หรือบุตร ของเกษตรกร หรือผู้ยากจน
2) เอกสารสิทธิที่ดินที่สามารถขอความช่วยเหลือ ได้แก่ โฉนด น.ส.4 จ หรือ น.ส.3ก หรือ น.ส.3ข หรือ น.ส.3 เท่านั้น
3) ที่ดินต้องไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรืออยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของทางราชการ
4) ที่ดินต้องไม่มีข้อจำกัดเรื่องการห้ามโอนเกิน 5 ปี
5) กรณีสูญเสียสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วเนื่องจากการขายฝาก หรือจำนอง หรือกู้เงิน ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่สูญเสียสิทธิหรือกรรมสิทธิ์นั้น กรณีเกินกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ผู้กู้ยืมต้องยังคงทำประโยชน์ ในที่ดินดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ประเภทเจ้าหนี้
1) เจ้าหนี้นอกระบบ หรือเจ้าหนี้ที่เป็นบุคคลทั่วไป
2) เจ้าหนี้นิติบุคคล ได้แก่ ธนาคารต่างๆ สหกรณ์ บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ประกอบธุรกิจ
การให้กู้ยืม ซึ่งต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ชำระหนี้
จำนวนเงินที่ให้ความช่วยเหลือ
1) กู้เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน หรือซื้อที่ดินคืน หรือซื้อที่นาเช่า ไม่เกิน 2,500,000 บาท
2) กู้เพื่อประกอบอาชีพไม่เกิน 100,000 บาท และเมื่อรวมกับข้อ 1) แล้ว ต้องไม่เกิน 2,500,000 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่ ศาลากลางชั้น 4 อำเภอเมืองศรีสะเกษ เบอร์โทร 045-612925 ติดต่อได้ในวันและเวลาราชการ