สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินรายการเกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์ วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569
30 ต.ค. 2569
32
0
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินรายการเกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์ วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569

 

วันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 - 13.30 น. ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดศรีสะเกษ

     นางสาววันลีย์ เจริญวิทย์ธนเดช เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นางสาวณัฐฐิญา สุทธภักดี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศการเกษตร พร้อมด้วย นางสาวเบญญาภา กุลดิถี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ดำเนินรายการเกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์ ร่วมกับนายตะวัน เครือวงศ์ นางช่างชลประทานปฏิบัติงาน โครงการชลประทานศรีสะเกษ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารดังนี้

     1. ความเป็นมาวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

        วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริโครงการฝนหลวงขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ทรงศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการ อุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ

        ใน พ.ศ. 2499 จึงได้พระราชทาน โครงการพระราชดำริ ฝนหลวง ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ การรับสนองพระราชดำริได้ร่วมมือกันระหว่าง ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักพันธุ์ และ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนั้น รับไปดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็วในปีถัดมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาลู่ทางที่ทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้

        เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ในการปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดิน บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการใช้น้ำแข็งแห้ง โดยที่ยอดของกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฏว่าหลังการปฏิบัติการประมาณ 15 นาที ก้อนเมฆในบริเวณนั้นเกิดมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่นจนเห็นได้ชัด สังเกตได้จากสีของฐานเมฆได้เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม ซึ่งผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ เพียงแต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยให้เปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่น ๆ เช่น ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ด้วยความสำเร็จของโครงการฝนหลวง จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นใน พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

        คณะรัฐมนตรีมีมิติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงเป็น พระบิดาแห่งฝนหลวง พร้อมกันนี้ได้กำหนดในวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

     2. ความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง ต้นกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวง แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ก็เคยได้ยิน เรื่องการทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มี เคยอ่านหนังสือทำได้

        โครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจาก ความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติหรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน จากพระราชกรณียกิจ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร ในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอนับแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ จนตราบเท่าทุกวันนี้ ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้ง ได้ทวีความถี่ และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ เพราะนอกจากความผันแปร และคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติแล้ว การตัดไม้ทำลายป่า ยังเป็นสาเหตุให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนราษฎรในทุกภาคของประเทศ ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวมของชาติเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ตาเส้นทางที่เคยเสด็จพระราชดำเนินทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศยานดังกล่าว ทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกัน จนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาวทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดคำนึงว่า น่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่า ด้วยลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน และอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นฤดูฝน และเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถตัดแปรสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนตกได้อย่างแน่นอน

        ตามที่ทรงเล่าไว้ใน จาก พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการคัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัย จึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น ในปีถัดมาและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้

        การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก จนถึงปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบิน ปราบศัตรูพืชกรมการข้าว และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ในการสนองพระราชประสงค์ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงได้นำความชื้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่า พร้อมที่จะดำเนินการตามพระราชประสงค์แล้ว ดังนั้นในปีเดียวกันนั้นเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลอง เป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่ เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรก โดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ slid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางสม พันไปจากสายตา ไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดินและได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

        เพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ที่มีต่อปวงชนชาวไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็น พระบิดาแห่งฝนหลวง และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น วันพระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมกันถวายสดุดีเฉลิมพระเกียรติติดต่อกันไปทุกปี

     3. จดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ คุ้มครองงานวิจัย ไม่ผูกขาดพืชพื้นบ้าน

        กระแสความสนใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่บริษัทซีพีแรมร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงขอบเขตสิทธิของผู้จดทะเบียน โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ค้าต้นกล้า และประชาชนที่ปลูกกะเพราไว้บริโภคในครัวเรือน

        อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวสังคม TNN ช่อง 16 ว่า การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไม่ได้ทำให้บริษัทผู้จดทะเบียนได้รับสิทธิครอบครองกะเพราทุกสายพันธุ์ และไม่กระทบต่อการปลูกหรือจำหน่ายกะเพราพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิม

        การชี้แจงครั้งนี้ยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศไทย ซึ่งมีการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่แล้วมากกว่า 2,100 รายการ รวมถึงความสำคัญของการพัฒนาสายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ โรคพืช และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

        กรมวิชาการเกษตรแจงสิทธิคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น ว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคุ้มครองผลงานของนักวิจัยและนักปรับปรุงพันธุ์ที่สามารถพัฒนาพืชให้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากพันธุ์เดิม

        สำหรับกรณีของบริษัทซีพีแรมที่ร่วมพัฒนากะเพรากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิทธิที่ได้รับจะจำกัดอยู่เฉพาะกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ยื่นขอคุ้มครองเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกะเพราพันธุ์อื่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีการเพาะปลูกกันอยู่ก่อนแล้ว

        กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างว่า แม้บริษัทแห่งหนึ่งจะได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นจะมีสิทธิเหนือพืชชนิดเดียวกันทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดขอบเขตการคุ้มครองไว้เฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง

        ดังนั้น เกษตรกรและประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า หรือกะเพราพันธุ์อื่นเพื่อบริโภคและจำหน่ายได้ตามปกติ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ถือสิทธิคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ดังกล่าว

ส่วนการนำส่วนขยายพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ของสายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ จะต้องพิจารณาตามสิทธิของผู้ทรงสิทธิและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด

        เปิดสถิติจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กว่า 2,134 รายการ ข้อมูลที่กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยผ่าน TNN ระบุว่า ประเทศไทยมีพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองมากกว่า 2,134 รายการ ครอบคลุมพืชหลากหลายประเภท ทั้งพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่ และพืชให้เนื้อไม้ เฉพาะกลุ่มพืชผักมีจำนวน 484 รายการ โดยพืชที่ได้รับการจดทะเบียนมากที่สุด ได้แก่

        แตงกวาและแตงร้าน 115 รายการ

        พริก 99 รายการ

        มะเขือเทศ 89 รายการ

        แตงโม 64 รายการ

        กะเพรา 5 รายการ

        ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพืชเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมพืชผักที่ประชาชนบริโภคในชีวิตประจำวันด้วย

         สำหรับการยื่นขอคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาพันธุ์ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์สามารถยื่นคำขอได้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกร มูลนิธิ หรือบริษัทเอกชน

        ผู้แทนกรมวิชาการเกษตรยังระบุว่า ในกลุ่มพืชผักมีบริษัทเอกชนยื่นขอคุ้มครองมากกว่า 10 บริษัท โดยบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งเจียไต๋และซีพีแรม ไม่ใช่กลุ่มที่มีจำนวนคำขอสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเอกชนรายอื่น ขณะที่มหาวิทยาลัยก็เป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการยื่นขอคุ้มครองผลงานวิจัย

เปิดขั้นตอนจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ต้องผ่านการตรวจสอบ DUS

        การได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังการยื่นคำขอ แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์พืชตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

        กรมวิชาการเกษตรอธิบายว่า ผู้ยื่นคำขอต้องนำพันธุ์พืชเข้าสู่กระบวนการปลูกทดสอบและตรวจสอบลักษณะสำคัญตามหลัก DUS ซึ่งประกอบด้วยความแตกต่างจากพันธุ์อื่น ความสม่ำเสมอของลักษณะประจำพันธุ์ และความคงตัวของลักษณะพันธุ์

        เมื่อผ่านการตรวจสอบและมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ยื่นคำขอจึงจะได้รับสิทธิคุ้มครองตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรระบุถึงระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปีสำหรับกลุ่มพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้อง

        สิทธิดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นนำพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองไปผลิตหรือขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายแข่งขันทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ กฎหมายยังมีข้อยกเว้นสำหรับการใช้ประโยชน์บางประเภท รวมถึงการศึกษาวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ต่อยอด

        พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ รับมืออากาศแปรปรวนและโรคพืช

        นอกจากประเด็นการคุ้มครองทางกฎหมายแล้ว กรมวิชาการเกษตรยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว

        ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช ให้สัมภาษณ์ TNN ว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนซึ่งมีความเสี่ยงจากโรคและแมลงศัตรูพืชหลายชนิด ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ภาคการเกษตรต้องเผชิญทั้งอุณหภูมิที่แปรปรวน ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในบางพื้นที่

        สภาพแวดล้อมเหล่านี้ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ต้องพัฒนาพืชที่มีคุณสมบัติทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะแนวโน้มการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

        การมีพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการวางแผนเพาะปลูก ลดความจำเป็นในการพึ่งพาพันธุ์พืชจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของไทย

        กรมวิชาการเกษตรยังมองว่าความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เนื่องจากสถาบันการศึกษามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการปรับปรุงพันธุ์ ขณะที่ภาคเอกชนสามารถสนับสนุนการพัฒนาผลผลิตและการนำไปใช้ในระบบการผลิต

         ขณะเดียวกัน กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยนำลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นประโยชน์ไปศึกษาหรือพัฒนาพันธุ์ใหม่ต่อยอดได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

        ยืนยันประชาชนยังปลูกกะเพราได้ตามปกติ จากคำชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรและข้อมูลการลงพื้นที่ของ TNN ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กับสิทธิในการปลูกและจำหน่ายพืชพันธุ์ทั่วไป การจดทะเบียนกะเพรา 4 สายพันธุ์เป็นการคุ้มครองผลงานการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์เฉพาะรายการ ไม่ได้ทำให้กะเพราทุกสายพันธุ์กลายเป็นทรัพย์สินของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

        ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราพันธุ์พื้นเมืองเพื่อบริโภค เก็บเมล็ดพันธุ์ทั่วไปไว้ปลูกต่อ และเกษตรกรยังสามารถเพาะปลูกเพื่อจำหน่ายได้ตามปกติ ส่วนการใช้ประโยชน์จากพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองจะต้องปฏิบัติตามขอบเขตสิทธิที่กฎหมายกำหนด

        กรมวิชาการเกษตรย้ำว่าการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแลความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีพันธุ์พืชที่หลากหลายและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้น พร้อมสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอนาคต

     4. สถานการณ์น้ำ ประจำวันที่ 30 ตุลาคม 2569

        เขื่อน 2 แห่ง ประกอบด้วย 1) เขื่อนราษีไศล ความจุ 74.46 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำปัจจุบัน 75.51 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 101.41 ของความจุ บานระบาย เปิด 7 บาน ระยะยก 0.60 เมตร 2) เขื่อนหัวนา ความจุ 64.98 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำปัจจุบัน 64.13 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 98.68 ของความจุ บานระบาย เปิด 11 บาน ระยะยก 0.60 เมตร 6 บาน ระยะยก 0.70 เมตร 5 บาน

        อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 16 แห่ง ความจุ 208.34 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำปัจจุบัน 209.28 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 100.45 ของความจุ ระดับร้อยละการเก็บกัก มากกว่า 100 จำนวน 10 อ่าง 81-100 จำนวน 4 อ่าง 51-80 จำนวน 2 อ่าง คาดการณ์ปริมาณน้ำเพียงพอต่อการทำการเกษตรช่วงฤดูแล้ง

       

ตกลง