วิศวกรเครื่องกล ปลูกวานิลลา 1 งาน ที่อุบลฯ ใช้ตลาดนำการผลิต ทำเงินเก็บปีละแสน
30 มี.ค. 2569
4
0
วิศวกรเครื่องกลปลูกวานิลลา1งานที่อุบลฯ
วิศวกรเครื่องกล ปลูกวานิลลา 1 งาน ที่อุบลฯ ใช้ตลาดนำการผลิต ทำเงินเก็บปีละแสน

‘วานิลลา’ แม้จะมีถิ่นกำเนิดไกลถึงเม็กซิโกและอเมริกากลาง แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยแรงหนุนจากเทรนด์การบริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ และการเลือกใช้กลิ่นรสจากธรรมชาติแท้ แทนการใช้สารสังเคราะห์

จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคนี้เอง ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยหันมามองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ปลูกและศึกษาเทคนิคการผลิตวานิลลาคุณภาพสูงกันมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ระดับพรีเมียม

อย่างไรก็ตาม “หัวใจสำคัญ” ของการปลูกวานิลลาไม่ใช่เพียงการทำให้ติดฝัก แต่คือการรักษามาตรฐานการผลิตและการบ่ม ที่ได้คุณภาพระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว

คุณวัฒน์-ปิยวัฒน์ ลุนคำโต เจ้าของสวนนัฐภวรรธณ์ อยู่ที่บ้านอุดมชัย ตำบลโนนก่อ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นวิศวกรเครื่องกลอยู่ที่จังหวัดระยอง แต่มีใจรักในงานด้านการเกษตร จึงตัดสินใจลงทุนปลูกวานิลลาสร้างรายได้เสริมที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี บนพื้นที่เพียง 1 งาน แต่สามารถสร้างรายได้สร้างเงินเก็บได้เป็นเงินหลักแสนบาทต่อปี

คุณวัฒน์เล่าว่า ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นวิศวกรเครื่องกลประจำโรงงานที่จังหวัดระยอง แต่ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่มีอาชีพทำสวนยางพารา จึงมีความสนใจด้านการเกษตรเป็นทุนเดิม จึงตัดสินใจออกแบบแผนผังพื้นที่และเลือกปลูกโกโก้ควบคู่กับวานิลลามาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งในตอนนั้นมองเห็นโอกาสจากการที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าโกโก้และวานิลลาในปริมาณมากต่อปี สวนทางกับการปลูกในประเทศยังมีน้อย จึงเชื่อมั่นว่าหากลงมือทำจะสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและกำหนดราคาเองได้

แต่เมื่อได้ลงมือปลูกจริงๆ กลับพบอุปสรรค โดยเฉพาะโกโก้ที่เริ่มให้ผลผลิตแต่ขาดคุณภาพ เนื่องจากพื้นที่ปลูกขาดแคลนน้ำ หากต้องลงทุนเจาะบ่อบาดาลเพิ่มจะต้องใช้เงินทุนค่อนข้างสูง จึงตัดสินใจสละพื้นที่ปลูกโกโก้ 20 ไร่ เพื่อกลับไปปลูกยางพาราแทน

ต่างกับ “วานิลลา” ที่ไปได้สวยและให้ผลผลิตดีเกินคาด จึงหันมาทุ่มเทกับการปลูกวานิลลาอย่างจริงจัง และมีแผนจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติมในอนาคต ปัจจุบันที่สวนใช้พื้นที่เพียง 1 งาน ในการปลูกวานิลลาได้ประมาณ 300-400 ต้น โดยแบ่งการปลูกเป็น 2 รูปแบบ คือ ปลูกในกระถางและปลูกลงดิน ใช้ระยะชิดเพียง 1×1 เมตร

สายพันธุ์หลักที่เลือกคือ สายพันธุ์แพลนิโฟเลีย (Planifolia) ซึ่งมีจุดเด่นคือให้ผลผลิตสูง ลำข้อถี่ เนื่องจากวานิลลาจะออกฝักตามข้อ หากเทียบกับสายพันธุ์ตาฮิติแล้ว 1 ข้อของแพลนิโฟเลียจะให้ผลผลิตเท่ากับ 2 ข้อของตาฮิติ จึงถือเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปลูกเชิงพาณิชย์มากที่สุด

ถึงแม้พื้นที่ปลูกจะอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ในเขตอีสานใต้ ซึ่งหลายคนกังวลเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนจัดถึง 38-40 องศาเซลเซียส แต่ยืนยันว่าภาคอีสานสามารถปลูกวานิลลาให้ได้ผลผลิตดี เพราะวานิลลาจะเริ่มติดดอกในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคมถึงมีนาคม) ซึ่งต้องการอุณหภูมิต่ำเพื่อกระตุ้นการออกดอก ถือเป็นความโชคดีที่สภาพอากาศของภาคอีสานตอบโจทย์ในส่วนนี้พอดี ซึ่งจากการเรียนรู้และลองผิดลองถูกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามั่นใจว่า วานิลลาคือพืชเศรษฐกิจที่ปลูกได้จริงในบ้านเรา

คุณวัฒน์ให้คำแนะนำว่า การปลูกวานิลลาสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการปลูกลงดิน ปลูกในกระถางหรือวงบ่อซีเมนต์ รวมถึงการปลูกร่วมกับพืชพี่เลี้ยงเพื่ออาศัยร่มเงาธรรมชาติ ซึ่งการเตรียมการไม่ได้ยุ่งยาก เพียงแค่ต้องจัดการให้มีแสงแดดรำไรที่เหมาะสม

เทคนิคง่ายๆ คือการปลูกในบ่อซีเมนต์หรือกระถาง ซึ่งสามารถนำไปวางแทรกไว้ในสวนเดิมที่มีอยู่ได้ทันที หากเป็นการปลูกในที่โล่งแจ้ง จำเป็นต้องมีโรงเรือนที่มุงด้วยซาแรนพรางแสง เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดสัมผัสกับต้นวานิลลาโดยตรงจนใบไหม้หรือเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่มีแดดจัด ควรเลือกใช้ซาแรนที่มีความหนาประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนของการเตรียมวัสดุปลูก คุณวัฒน์เลือกใช้กระถางขนาด 12 นิ้ว เป็นหลัก โดยแนะนำสำหรับคนที่มีเงินทุน แนะนำให้ใช้ขุยมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูกหลักเพียงอย่างเดียว แต่ถ้ามีต้นทุนจำกัดใช้ขุยมะพร้าวสับผสมกับดินปลูกในอัตราส่วน 70:30

การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการปลูก

1. กระถางขนาด 12 นิ้ว

2. เตรียมหลักไม้ เสาไม้ หรือท่อ PVC ขนาด 1.5 นิ้ว ตัดเป็นท่อนๆ ความยาวประมาณ 1.2-1.5 เมตร

3. เตรียมตาข่ายพลาสติก ขนาดรูตาข่ายประมาณ 3 มิลลิเมตร ตัดความยาวเป็นท่อนๆ 1.2-1.5 เมตร แล้วมัดผสานให้เป็นวงกลม เพื่อที่จะสวมลงบนเสาไม้

4. เตรียมขุยมะพร้าวสับ ที่ผ่านการแช่น้ำไว้แล้ว 2 สัปดาห์ ซึ่งการแช่ขุยมะพร้าวในน้ำก่อนนำไปใช้งาน เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อ ล้างสารแทนนิน ซึ่งเป็นกรดรสฝาดสีน้ำตาลเข้มออกไป หากไม่แช่ สารนี้จะยับยั้งการเจริญเติบโตของราก ทำให้พืชโตช้า ใบเหลือง แคระแกร็น และอาจทำให้รากไหม้ได้

5. กิ่งพันธุ์วานิลลา มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ตัดความยาว 1 เมตร (เพื่อผลผลิตที่รวดเร็ว ประมาน 2-3 ปี จะออกดอก) แนะนำว่ากิ่งวานิลลาที่ตัดสดมาแล้ว ก่อนปลูก ควรทาปูนแดง เพื่อป้องกันเชื้อรา

ในกรณีที่ใช้กิ่งวานิลาที่ตัดสั้นกว่า 1 เมตร เช่น ตัดยาว 15-20 เซนติเมตร จะทำให้โตช้า และให้ผลผลิตช้ากว่ากิ่งที่ตัดยาว 1 เมตร จะให้ผลผลิตประมาณปีที่ 4 และปีที่ 5 แต่ถ้าตัดยาวประมาณ 1 เมตรขึ้นไป จากต้นแม่ ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป จะผลผลิต ออกฝัก ประมาณภายใน 2 ปี

ใส่ขุยมะพร้าวให้เต็ม
ขั้นตอนการปลูก

1. นำเสาหลักไม้ มาใส่ไว้ตรงกระถาง

2. นำตาข่ายพลาสติกที่มัดไว้แล้วมาสวมลงที่เสาไม้ แล้วใส่ขุยมะพร้าวสับลงไปในตาข่ายพลาสติก ใส่ลงไปให้เต็ม ทั้งในตาข่ายพลาสติกและรอบนอกของกระถาง

3. นำกิ่งวานิลลาที่เตรียมไว้ มาตัดใบฝังที่เป็นโคนกิ่งออก 2 ใบ (วันที่จะลงดิน)

4. นำกิ่งวานิลลาที่เตรียมไว้แล้ววางบนขอบกระถาง (วางด้านบนไว้เหนือขุยมะพร้าว) ตามแนวนอน แล้วนำขุยมะพร้าวมาทับกิ่งวานิลลาอีกครั้ง (ส่วนปลายเถาของวานิลลาให้โผล่ขึ้นมาเล็กน้อยเหนือดินประมาณ 1 ข้อนิ้ว เพื่อป้องกันเชื้อราหน้าฝน)

5. จากนั้นโน้มกิ่งวานิลลาไปแนบกับตาข่ายแล้วใช้เชือกฟางรัดกิ่งวานิลลาเข้ากับเสาหลัก

6. ทำการรดน้ำหลังปลูก (ถ้ามีไตรโคเดอร์มา ให้ผสมไปกับตอนรดน้ำได้เลย เพื่อป้องกันเชื้อราโรครากเน่า)

การดูแลรดน้ำ ใช้ระบบน้ำสปริงเกลอร์ เปิดรดน้ำช่วงเช้า วันละ 1 นาที

การบำรุงใส่ปุ๋ย หลังจากปลูกเสร็จ 3-4 เดือนแรกยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย ที่สวนจะเริ่มใส่ปุ๋ยในเดือนที่ 5 ด้วยปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ สูตร 15-15-15 หรือ 30-15-0 ก็ได้ ใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง ในอัตรา 10 ช้อนโต๊ะต่อรอบ พร้อมกับการบำรุงด้วยปุ๋ยคอกโรยบางๆ อย่างสม่ำเสมอ

แมลงศัตรูพืชและการป้องกันกำจัด วานิลลาเป็นพืชที่พบปัญหาแมลงศัตรูพืชน้อยมาก อย่างของที่สวนจะมีตั๊กแตน และหอยทาก เข้ามารบกวนบ้างแต่ไม่มาก ตรงนี้ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ จะมีเชื้อราบ้างในช่วงหน้าฝน ทางสวนจะใช้ไตรโคเดอร์มาในการฉีดพ่นเพื่อป้องกันเดือนละครั้ง

เทคนิคการผสมเกสร ดอกของวานิลลาจะเริ่มออกตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนเมษายน เทคนิคการผสมเกสร วานิลลา 1 ดอก มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในตัว จึงสามารถผสมในดอกเดียวกันได้เลย ใช้ไม้จิ้มฟันเขี่ยให้เกสรตัวผู้ตกลงไปยังเกสรตัวเมียอย่างเบามือ จากนั้นใช้มือช่วยจัดให้เกสรผสมกัน หลังจากนั้นนับไปอีกประมาณ 7-8 เดือน จึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้

ขั้นตอนผสมเกสร
ปริมาณผลผลิต พื้นที่ 1 งานต่อฝักแห้งประมาณ 10 กิโลกรัมจำหน่ายตามเกรด ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15,000-22,000 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนตัวมองว่าเหมาะทำเป็นอาชีพเสริมมากๆ สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย

ในด้านการตลาด คุณวัฒน์เผยเคล็ดลับสำคัญคือ “การหาตลาดก่อนลงมือปลูก” โดยเริ่มต้นจากการทำ Trading หรือซื้อมาขายไปเพื่อทดสอบความต้องการของตลาดก่อน เขาใช้วิธีหาผลผลิตผ่านช่องทางออนไลน์ นำไปเสนอขายให้กับเชฟตามร้านอาหารและโรงแรม จนเริ่มมีออร์เดอร์ต่อเนื่องและเห็นโอกาสที่ชัดเจน จึงตัดสินใจลงทุนปลูกเอง เพราะมองว่าหากปลูกก่อนแล้วค่อยหาตลาดทีหลัง อาจทำให้เสียทั้งเวลาและเงินทุนโดยสูญเปล่า

สำหรับวิธีการเข้าหาคู่ค้า คุณวัฒน์ใช้วิธีส่งอีเมลแนะนำตัวไปยังกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำ พร้อมแนบ Presentation อธิบายถึงความพิเศษและคุณภาพของวานิลลาที่เขาคัดสรรมาอย่างดี “จุดนี้ต้องใช้ความกล้าเกินร้อย” คุณวัฒน์ย้ำ เพราะในช่วงแรกครอบครัวไม่มีใครเห็นด้วย เนื่องจากยังมองไม่เห็นกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนเหมือนพืชกระแสหลัก

ปัจจุบัน คุณวัฒน์มีคู่ค้าเป็นโรงแรมชั้นนำประมาณ 4-5 แห่ง รวมถึงบริษัทแปรรูปไอศกรีม นอกจากนี้เขายังรับซื้อฝักวานิลลาสดในราคา กิโลกรัมละ 2,000 บาท เพื่อนำมาเข้ากระบวนการบ่มเอง รวมถึงต่อยอดสู่การแปรรูปเป็น ‘Vanilla Extract’ สำหรับทำขนมคุณภาพสูง

‘Vanilla Extract’
ผลิตภัณฑ์ Vanilla Extract ของเขา เกิดจากการนำฝักวานิลลาแท้มาบ่มกับวอดก้านานถึง 6 เดือน จนได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งคุณวัฒน์ได้ทดลองทำจนมั่นใจในรสชาติ โดยตั้งเป้าจำหน่ายในราคา ขวดละ 400 บาท (ขนาด 100 ml) ซึ่งที่ผ่านมาเขาสามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายฝักวานิลลาบ่มแห้งประมาณปีละหลักแสนบาท ซึ่งถือเป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจมาก เพราะวานิลลาจะให้ผลผลิตเพียงปีละครั้ง ทำให้บริหารจัดการเวลาได้ดีควบคู่ไปกับงานประจำ

ฝากถึงเกษตรกรมือใหม่
“หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจวานิลลาคือการมองที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ แล้วกลุ่มลูกค้ากระจายตัวอยู่หลากหลายมาก โดยกลุ่มที่มีความต้องการสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ กลุ่มร้านเบเกอรี่ รองลงมาคือ กลุ่มโรงแรมชั้นนำ

ส่วนตัวผมมองว่าวานิลลาเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่ำในแง่ของภาวะสินค้าล้นตลาด เพราะตราบใดที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในปริมาณมหาศาล ตลาดในประเทศก็ยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกไกล ‘ทว่าจุดตัดสินที่จะทำให้เราไปต่อได้จริง คือเรื่องของคุณภาพ’

คุณวัฒน์เน้นย้ำว่า Key Point หรือหัวใจสำคัญคือการยกระดับผลผลิตวานิลลาไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับวานิลลาจากมาดากัสการ์ให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าผลผลิตจากเกษตรกรไทยก็มีคุณภาพระดับโลก ไม่แพ้การนำเข้าจากต่างประเทศ” คุณวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านใดที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปลูกวานิลลา สามารถทักมาสอบถามได้ที่เพจ : สวนนัฐภวรรธณ์ หรือโทร.ติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 080-749-7951

ตกลง