ทุกวันนี้ ทั่วโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบบ “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่มีคาร์บอนต่ำ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกภาคส่วนทางสังคม ได้แก่ การใช้ “พลังงานสะอาด” จากพลังงานแสงอาทิตย์หรือลม การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV ) การนำวัสดุกลับมารีไซเคิลและลดขยะใน “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เป็นต้น
ส่วนเศรษฐกิจสีเขียวในภาคเกษตรกรรมเน้นการทำเกษตรที่สร้างรายได้พร้อมกับดูแลสิ่งแวดล้อมโดยใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ “การเกษตรแม่นยำ” ใช้นวัตกรรมปุ๋ยละลายช้าควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร ใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อลดการใช้สารเคมี “เพิ่มมูลค่าขยะทางการเกษตร” เช่น นำฟางข้าว ซังข้าวโพดแปรรูปเป็นพลังงานหรือสินค้ามูลค่าสูง เน้นการทำเกษตรยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วัดผลคาร์บอนฟุตพรินต์ การฟื้นฟูดินและน้ำ ใช้นวัตกรรมสารชีวภัณฑ์หรือจุลินทรีย์ ทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี ฯลฯ
“นาข้าว” อนาคตใหม่ของเศรษฐกิจสีเขียว
การทำนาข้าวแบบเดิม ที่มีน้ำขังตลอดฤดูปลูก เกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อน กรมการข้าวจึงส่งเสริมการทำนา “เปียกสลับแห้ง” ลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และเพิ่มผลผลิตได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งเปิดโอกาสสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต พร้อมผลักดันให้ข้าวไทยก้าวสู่ตลาดพรีเมียม “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ตอบโจทย์ตลาดโลกที่ต้องการข้าวปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จากงานวิจัยของ รศ.ดร.ภัทรา เพ่งธรรมกีรติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การทำคาร์บอนเครดิตในนาข้าวสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ดีและสามารถตรวจสอบได้ชัดเจน โดยใช้กระบวนการ “การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง” สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มาก หากประเมินเป็นมูลค่าทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งให้ผลประโยชน์โดยรวมได้สูงถึง 11,128 บาทต่อไร่ และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ ดังนั้น “การทำคาร์บอนเครดิตในนาข้าวโดยวิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง” นอกจากจะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรแล้ว ยังสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
นาแปลงใหญ่ตำบลเดิมบาง ต้นแบบปลูก ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’
แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นต้นแบบการปลูกข้าวลดโลกร้อนโดยใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการแปลง ของกรมการข้าว ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งและการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ นาแปลงใหญ่แห่งนี้เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในตำบลเดิมบางตั้งแต่ปี 2558 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการทำนา และผลิตข้าวคุณภาพดี พื้นที่ปลูกข้าวโดยรวมประมาณ 6,000 ไร่
คุณติ๊ก – สวณีย์ โพธิ์รัง ผู้จัดการนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา ชาวนาได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนเยอะที่สุด เพราะสภาวะอากาศที่แปรปรวนคาดเดาไม่ได้ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ชาวนาจำเป็นต้องปรับตัวทำนาแบบรักษ์โลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และเพิ่มผลผลิตได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ทุกวันนี้ ข้าวคาร์บอนต่ำกำลังเป็นที่ต้องการตลาดทั่วโลก ถ้าเราไม่ปรับตัว ยังทำนาแบบเดิมๆ เราก็จะขาดทุนต่อไปเรื่อยๆ
เทคโนโลยีการปลูกข้าวลดโลกร้อนทำง่าย ได้ผลจริง
เทคนิคการทำนาแบบลดโลกร้อน เริ่มจากปรับหน้าดินด้วยระบบแสงเลเซอร์ สามารถลดการใช้น้ำได้ 30-50% มีผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น 20% และลดปัญหาวัชพืชและแมลงศัตรูข้าว คือ หนูนาและหอยเชอรี่ได้ การลงทุนทำเทคโนโลยีนี้ถือให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว
การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว โดยใช้ท่อแกล้งข้าวฝังในแปลงนา เพื่อตรวจวัดระดับน้ำใต้ดิน ลดการใช้น้ำลง 30-50% ลดการเกิดก๊าซมีเทน รากข้าวแข็งแรง และต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้มากขึ้น
เทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารในนาข้าว ช่วยประหยัดต้นทุนทำนาได้มาก คุณติ๊ก บอกว่า การทำนาแบบเดิม ใช้ปุ๋ยเคมีไม่ต่ำกว่า 60-70 กิโลกรัมต่อไร่ หลังปรับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เลือกใช้ชนิดปุ๋ยให้เหมาะสม ตรงระยะการเติบโตของต้นข้าว คือ ระยะกล้า ระยะแตกกอ และระยะสร้างรวงอ่อน สามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเหลือแค่ 45 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วยังลดปัญหาต้นข้าวล้มได้อีก และลดการเกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ในแปลงนาอีกด้วย
เทคโนโลยีการจัดการฟางข้าวและตอซังข้าวจะใช้วิธีไถกลบฟางและตอซังข้าวลงในแปลงนา และใช้ฟางข้าวเป็นอาหารสัตว์ ใช้ฟางข้าวเป็นวัสดุเพาะเห็ด ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM2.5 แล้ว ยังสร้างรายได้เพิ่มจากการขายฟางอัด การขายเห็ดฟางอีกด้วย
ยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ปลูกข้าวลดโลกร้อน
เมื่อปี 2563 กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมวางแผนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปลูกข้าวลดโลกร้อน โดยพิจารณาคัดเลือกจากแหล่งปลูกข้าวใน 5 จังหวัดทั่วประเทศ ปรากฏว่า แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง สุพรรณบุรี ถูกคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน “นาแปลงใหญ่ เกษตรสมัยใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันทางศูนย์มีแปลงสาธิตการปรับระดับหน้าดิน เป็นการปรับระดับพื้นที่นาข้าวด้วยระบบแสงเลเซอร์ ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลการทำนาเปียกสลับแห้ง เป็นการจัดการน้ำให้เกิดความคุ้มค่า รวมทั้งเทคนิคการจัดการธาตุอาหารในนาข้าว การแปรสภาพฟางและตอซังข้าวโดยวิธีต่างๆ แทนการเผา เป็นการทำนาแบบรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชูจุดขายปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ
หลังจากทางกลุ่มหันมาปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถขายข้าวในราคาสูงขึ้นกว่าเดิม คุณติ๊กกล่าวว่า ในปี 2565 บริษัทบางจากรับซื้อข้าวคาร์บอนต่ำจำนวน 40 ตันในราคากิโลกรัมละ 26 บาท จากเดิมที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 19 บาท ทำให้กลุ่มของเรามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในกลุ่มสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นทางกลุ่มยังมีรายได้เพิ่มจากการขายข้าวคาร์บอนต่ำในราคาตันละ 15,500 บาท และขายเอกสารการทำข้าวคาร์บอนต่ำ ให้กับบริษัทโตมีฟู๊ด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าว ซึ่งในอดีต ทางกลุ่มจะมีรายได้จากการขายข้าวอย่างเดียว เพียงตันละ 10,000 บาทเท่านั้น
โกยรายได้ 2 ทาง ขายเอกสารการทำข้าวคาร์บอนต่ำ+ขายคาร์บอนเครดิต
สำหรับการขายเอกสารการทำข้าวคาร์บอนต่ำ เป็นเรื่องง่าย อาศัยการจดบันทึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่ช่วงการวางแผนการผลิตจนถึงการเก็บเกี่ยว ในแต่ละขั้นตอน เกษตรกรต้องถ่ายรูปเซลฟี่หน้าตัวเองในแปลงนาและส่งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ให้ลูกค้าตรวจสอบย้อนกลับ โดยบริษัท Audit ตรวจสอบข้อมูลการทำนาลดโลกร้อนอีกครั้งว่าการปฏิบัติถูกต้องตามข้อมูลที่ส่งไปหรือไม่ โดยเกษตรกรจะได้รับค่าจดบันทึกตันละ 500 บาท ซึ่งในระยะเวลา 1ปี ทางกลุ่มมีรายได้จากค่าจดบันทึกประมาณ 700,000 บาท
การทำนาเปียกสลับแห้ง ก็ขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยขายให้กับ บริษัท สไปโร คาร์บอน จำกัด ตั้งแต่ปี 2564 คิดเป็นรายได้เฉลี่ย 8,500 บาทต่อปี และขายคาร์บอนเครดิตบริษัท วรุณา จำกัด ในราคาไร่ละ 500 บาท และสมาชิกจำนวน 124 ราย พื้นที่เพาะปลูกรวม 3,020 ไร่ ขายคาร์บอนเครดิตให้บริษัท Carbon Alliance ผ่าน อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) เป็นระยะเวลา 5 ปี ในอัตราไร่ละ 150 บาท