เปิดตำนาน "ข้าวหอมมะลิสุรินทร์" จากวิถีพหุวัฒนธรรม สู่สุดยอดข้าว GI ระดับประเทศ
หากพูดถึงอู่ข้าวอู่น้ำแห่งอีสานใต้ "สุรินทร์" คือดินแดนที่ผูกพันกับรวงข้าวสีทองมาอย่างยาวนาน ผืนนาแต่ละแปลงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทำกิน แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมขึ้นจากวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนหลากหลาย ทั้งชาวไทย-กูย ชาวไทย-ลาว และชาวไทย-เขมร ที่ร่วมกันถักทอวิถีเกษตรกรรมและสืบทอดภูมิปัญญาการทำนาจากรุ่นสู่รุ่นมาจวบจนปัจจุบัน
จากความผูกพันดั้งเดิม สุรินทร์ได้ยกระดับตัวเองจนกลายเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิชั้นเลิศ โดยเฉพาะพันธุ์ยอดฮิตอย่าง "ข้าวขาวดอกมะลิ 105" และ "กข15" ซึ่งที่นี่ถือเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ ตรงตามสายพันธุ์ และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย
ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรเมืองช้างยังปรับตัวเข้ากับวิถีความยั่งยืน ด้วยการจับมือกันส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนชีวิตให้ผืนดินและส่งมอบข้าวที่ปลอดภัยที่สุดสู่ผู้บริโภค
เสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต่างตกหลุมรักข้าวจากดินแดนแห่งนี้ ถูกรวบยอดไว้ในคำนิยามสั้นๆ แต่เห็นภาพชัดเจนตามที่ชาวสุรินทร์มักกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ หอม ยาว ขาว นุ่ม"
เพียงแค่เปิดหม้อหุงข้าว กลิ่นหอมฟุ้งอันเป็นเอกลักษณ์ก็จะเตะจมูกทันที เมล็ดข้าวเรียวยาวสวยงาม ขาวสุกใส และเมื่อได้ลิ้มรสก็จะสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนลิ้นที่ยากจะหาข้าวจากแหล่งอื่นมาเทียบเคียง
ด้วยอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและคุณภาพที่สม่ำเสมอ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์จึงได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 ซึ่งถือเป็นเครื่องการันตีและใบเบิกทางที่ย้ำเตือนให้เห็นว่า ข้าวทุกเมล็ดที่หว่านลงบนแผ่นดินสุรินทร์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลผลิตทางการเกษตร แต่คือความภาคภูมิใจของชาวนาไทยที่พร้อมเสิร์ฟคุณค่าระดับพรีเมียมลงบนจานอาหารของทุกคน
ที่มา : เพจเรื่องเล่าข่าวเกษตร