คำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวของกล้วยหิน
4 ก.ค. 2561
2,912
0
คำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวของกล้วยหิน

คำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวของกล้วยหิน

โรคเหี่ยวของกล้วยหินเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะอาการของโรค แสดงออการเหี่ยวที่บริเวณไบธง (ใบอ่อน)ใบเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง ต่อมาใบอื่นๆแสดงอาการเหี่ยวเปลี่ยนเป็นเหลือง เมื่อตัดดูลักษณะภายในลำต้นเทียมจะเห็นท่อน้ำท่ออาหารเปลี่ยนสีสีเป็นสีน้ำตาล ปลีกกล้วยแคระแกร็นและหากติดผลเนื้อภายในจะเป็นสีดำ ถ้ารุนแรงมากยืนต้นตาย มาสามารถเก็บผลผลิตได้ แบคทีเรียเข้าทำลายและอาศัยอยู่ในท่อน้ำท่ออาหารของต้นกล้วยทำให้ต้นกล้วยแสดงอาการของโรคเหี่ยว แบคทีเรียชนิดนี้เป็นเชื้อโรคทางดินสามารถอาศัยอยู่ในดินได้นาน 14 เดือน สามารถแพร่ระบาดได้โดยติดไปกับหน่อกล้วยหินที่มาจากต้นที่เป็นโรค ดินปลูกที่ติดไปกับหน่อกล้วย อุปกรณ์ทางการเกษตรหรือยานพาหนะ ที่สำคัญติดไปโดยการใช้มีดตัดเครือกล้วยหรือใบกล้วยของต้นที่เป็นโรคแล้วไปตัดต้นอื่นที่ไม่เป็นโรคทำให้เกิดการระบาด นอกจากนี้ต้นกล้วยที่เป็นโรคเหี่ยวและมีเครือกล้วยที่แสดงอาการรุนแรงจนเครือกล้วยเน่ามีแมลงมาตอนทำให้เชื้อแบคทีเรียติดไปกับขาของแมลง เมื่อแมลงไปตอมเครือกล้วยของต้นปกติทำให้เกิดการระบาดของโรคได้ หากเป็นโรคต้องทำลายให้หมดไปจากแปลงโรคนี้ไม่มีสารเคมีในการป้องกันกำจัด

1.      การกำจัดโรคเหี่ยวในกล้วยหินที่เกิดจากแบคทีเรีย

1.1    ทำลายกอกล้วยหินที่เป็นโรค โดยการใช้สารกำจัดวัชพืช ไตรโคลเพอร์ บิวทอกซี่เอทิล เอสเตอร์ 66.8% อีซี

วิธีเตรียมอุปกรณ์ โดยใช้ไม้เสียบลูกชิ้นขนาดความยาว ประมาณ 8 นิ้ว แช่ในกระป๋องที่ใส่สารกำจัดวัชพืช สารไตรโคลเพอร์ บิวทอกซี่เอทิล เอสเตอร์ เข้มข้น สูงประมาณ 4-5 นิ้ว แช่ทิ้งไว้ข้ามคืน

วิธีใช้ นำไม้เสียบลูกชิ้นที่แช่ สารไตรโคลเพอร์ บิวทอกชี่เอทิล เอสเตอร์ ไว้แล้ว เสียบที่บริเวณโคนต้นกล้วยที่เป็นโรคเหี่ยวกล้วยหิน เข้าไปลึกประมาณ 5 นิ้ว โดยให้เสียบที่ต้นกล้วยขนาดใหญ่ในกอประมาณ 2-3 ต้น ต้นกล้วยจะตายภายในประมาณ 20-30 วัน ขึ้นกับขาดของต้นกล้วย และห้ามเคลื่อนย้ายต้นกล้วยที่เป็นโรคออกนอกบริเวณ

1.2  จากนั้น โรยปูนขาวประมาณ 5 กิโลกรัมต่อกอ ตรงบริเวณโคนและรอบรากต้นกล้วยที่เป็นโรคทำให้บริเวณโดยรอบรากและโคนต้นกล้วยมีความเป็นด่างเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดิน

1.3  ต้นกล้วยที่เป็นโรคหากมีปลีหรือเครือกล้วยให้ใช้ถุงพลาสติกคลุมเพื่อป้องกันแมลงที่จะมาสัมผัสเชื้อและยับยั้งการแพร่กระจายโรคไปสู่ต้นอื่น

1.4 หลังจากใช้สารกำจัดวัชพืชและ ต้นกล้วยตาย เพื่อให้ย่อยสลายได้เร็วยิ่งขึ้น ให้สับต้นกล้วยที่ตายเป็นท่อน ใช้จุลลินทรีย์ พ.ด 1 ที่ผสมน้ำตามอัตราแนะนำ รดลงบนต้นกล้วยที่สับไว้ ทิ้งให้ย่อยสลายเป็นเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ห้ามนำต้นกล้วยมี่ย่อยสลายแล้วไปเป็นปุ๋ย

1.5  ทำการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในดินอีกครั้งโดยสับกอกล้วยที่ย่อยสลายแล้วกับดินบริเวณรอบกอกล้วย ใช้ยูเรียอัตรา 0.5 กิโลกรัมผสมกับ ปูนขาว 5 กิโลกรัมต่อกอ โรยส่วนผสมทั่วกอกล้วย กลบดินบริเวณกอกล้วยให้แน่น รดด้วยน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ยูเรียและปูนขาวเมื่อได้ความชื้นแตกตัวเป็นแก๊สพิษฆ่าแบคทีเรีย เมื่อครบกำหนดใช้จอบสับดินให้แก๊สพิษที่อยู่ในดินฟุ้งออกมา ทำการปลูกพืชได้ตามปกติ

1.6  ทำความสะอาดเครื่องมือ และอุปกรณืทางการเกษตร เช่น มีดตัดผลกล้วย จอบ เสียม รองเท้า เป็นต้น โดยใช้น้ำยาฟอกขาว เช่น ไฮเตอร์ อัตรา 250 มิลลิลิตรผสมน้ำ 3 ลิตร หรือ ปูนคลอรีน 100 กรัน ต่อน้ำ 1 ลิตร ใส่ในขวดสเปรย์ (ขวดฟอกกี่) ฉีดล้างอุปกรณ์ทางการเกษตร

1.7  ห้ามเกษตรกรเดินจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นที่ไม่เป็นโรคหากต้องเดินไปที่ต้นเป็นโรคควรเปลี่ยนรองเท้าเนื่องจากดินที่มีเชื้อแบคทีเรียอาจติดไปกับรองเท้าไปยังต้นที่ไม่เป็นโรคทำให้เกิดการระบาดและต้องทำความสะอาดรองเท้า ตามข้อที่ 1.6 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจากดินที่ติดรองเท้า

 

2 การดูแลป้องกันต้นกล้วยที่ยัไม่เป็นโรคแต่อยู่ในแปลงที่มีต้นกล้วยเป็นโรค

   แปลงที่มีต้นกล้วยที่เป็นโรคเหี่ยวอยู่นั้น จะมีเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคอยู่ในดิน การที่พบต้นกล้วยที่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อถึงระยะเวลาออกผล ต้นกล้วยจะแสดงอาการของโรคออกมาเนื่องจากต้นกล้วยอ่อนแอลงดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันต้นกล้วยที่ยังไม่เป็นโรคไม่ให้แบคทีเรียเข้าทำลาย โดย

  2.1 ใช้ชีวภัณฑ์บาชิลัสซับทีลิส สายพันธุ์ BS-DOA 24ของกรมวิชาการเกษตรที่มีการพัฒนามาเพื่อป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อัตรา 25 กรัม ผสมน้ำ 10 ลิตรต่อกอ รดให้ทั่วรอบต้นทุก 30 วันเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคเหี่ยว

  2.2 ทำความสะอาดเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการเกษตร เช่น มีดตันผลกล้วย จอบ เสียม รองเท้า เป็นต้น โดยใช้น้ำยาฟอกขาว เช่น ไฮเตอร์  อัตรา 250 มิลลิลิตรผสมน้ำ 3 ลิตร หรือ ปูนคลอรีน 100 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ใส่ในขวดสเปรย์ (ขวดฟอกกี่) ฉีดล้องอุปกรณ์ทางการเกษตร

  2.3 ห้ามเกษตรกรเดินจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นที่ไม่เป็นโรคหากต้องเดินไปที่ต้นเป็นโรคควรเปลี่ยนรองเท้าเนื่องจากดินที่มีเชื้อแบคทีเรียอาจติดไปกับรองเท้าไปยังต้นที่ไม่เป็นโรคทำให้เกิดการระบาดและต้องทำความสะอาดรองเท้า ตามข้อที่ 2.2 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจากดินที่ติดรองเท้า

   2.4 ห้ามใช้หน่อกล้วยจากแปลงที่เป็นโรคมาเป็นหน่อพันธุ์

3. การปลูกต้นกล้วยใหม่

    3.1 การฆ่าเชื้อแบคทีเรียในดินก่อนปลูก

       ในกรณีที่ปลูกกล้วยหินเชิงเดี่ยว

       ทำการไถดินก่อนปลูกให้ละเอียด ทำฆ่าเชื้อแบคทีเรียในดินโดยใช้ยูเรียอัตรา 80 กิโลกรัมผสม กับปูนขาว 800 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมสารทั้งทั้ง 2 อย่างให้เข้ากันให้ดี หว่านให้ทั่วแปลงไถกลบให้ลึกพอสมควรปาดหน้าดินให้เรียบ รดน้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ยูเรียและปูนขาวเมื่อได้ความชื้นแตกตัวเป็นแก๊สพิษฆ่าแบคทีเรีย เมื่อครบกำหนดเปิดหน้าดินให้แก๊สพิษที่อยู่ในดินฟุ้งออกมา จากนั้นทำการปลูกกล้วยได้ตามปกติ

ในกรณีที่ปลูกกล้วยหินแซมพืชอื่น

ทำการฆ่าเชื้อแบคทีเรียในดินโดยย่อยดินบริเวณหลุมปลูกให้ละเอียด ใช้ยูเรียอัตรา 0.5 กิโลกรัมผสมกับปูนขาว 5 กิโลกรัมต่อหลุม โรยส่วนผสมให้ทั่วหลุม กลบดินบริเวณหลุมให้แน่น รดด้วยน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ยูเรียและปูนขาวเมื่อได้ความชื้นแตกตัวเป็นแก๊สพิษฆ่าแบคทีเรีย เมื่อครบกำหนดใช้จอบสับดินให้แก๊สพิษที่อยู่ในดินฟุ้งออกมา ทำการปลูกกล้วยได้ตามปกติ

 3.2 ใช้หน่อกล้วยสะอาดที่ผ่านการตรวยเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคเหี่ยว

 3.3 หลังปลูกหน่อกล้วย รดด้วยชีวภัณฑ์บาซิลัสซับทีลิส สายพันธุ์ BS-DOA 24 อัตรา 50 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร รดให้ทั่วรอบต้นและรดซ้ำทุก 30 วัน

  3.4 สำรวจแปลงปลูกเพื่อตรวจโรคอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้รีบกำจัดออกจากแปลงทันทีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

  3.5 ทำความสะอาดเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการเกษตร เช่น มีดตัดผลกล้วย จอบ เสียม รองเท้า เป็นต้น โดยใช้น้ำยาฟอกขาว เช่น ไฮเตอร์ อัตรา 250 มิลลิลิตรผสมน้ำ 3 ลิตร หรือ ปูนคลอรีน 100 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ใส่ในขวดสเปรย์ (ขวดฟอกกี่) ฉีดล้างอุปกรณ์ทางการเกษตร

3.6 ห้ามเกษตรกรเดินจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นที่ไม่เป็นโรคหากต้องเดินไปที่ต้นเป็นโรคควรเปลี่ยนรองเท้าเนื่องจากดินที่มีเชื้อแบคทีเรียอาจติดไปกับรองเท้าไปยังต้นที่ไม่เป็นโรคทำให้เกิดการระบาดและต้องทำความสะอาดรองเท้า ตามข้อที่ 3.4 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจากดินที่ติดรองเท้า

 

 

 

                                                                                                          โดย กรมวิชาการเกษตร

 

 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตกลง