สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินรายการวิทยุ “เกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดศรีสะเกษ  
11 ก.ย. 2569
28
0
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินรายการวิทยุ “เกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดศรีสะเกษ  

 

วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 13.30 น.

     นางสาววันลีย์ เจริญวิทย์ธนเดช เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นางสาวณัฐฐิญา สุทธภักดี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศการเกษตร  พร้อมด้วย นางสาวเบญญาภา กุลดิถี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ดำเนินรายการ “เกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์” ร่วมกับ นายตะวัน เครือวงศ์ นางช่างชลประทานปฏิบัติงาน โครงการชลประทานศรีสะเกษ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารดังนี้

     1. รายงานสถานการณ์น้ำจังหวัดศรีสะเกษ ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569

         เขื่อนขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำเก็บกัก 114.150 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 81.86% ปริมาณน้ำใช้การได้ 91.860 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 78.41% ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน +0.03 ล้าน ลบ.ม.

         อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ปริมาณน้ำเก็บกัก 26.937 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62.56% ปริมาณน้ำใช้การได้ 24.537 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 58.15% ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน +2.05 ล้าน ลบ.ม.

     2. โครงการชลประทานศรีสะเกษ รายงานสภาพน้ำท่า จังหวัดศรีสะเกษ วันที่ 11 กันยายน 2569 (ณ เวลา 06.00 น.) ดังนี้ 1) สถานีโทรมาตร M.5 แม่น้ำมูล อำเภอราษีไศล ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.03 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 8.60 เมตร 2) สถานีโทรมาตร M.182 แม่น้ำมูล อำเภอกันทรารมย์ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.11 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 4.88 เมตร 3) สถานีโทรมาตร M.42 ลำห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 1.07 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.75 เมตร 4) สถานีโทรมาตร M.190 ลำห้วยสำราญ อำเภออุทุมพรพิสัย ระดับน้ำวันนี้ 4.74 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.86 เมตร 5) สถานีโทรมาตร M.9 ลำห้วยสำราญ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.75 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.86 เมตร 6) สถานีโทรมาตร M.66 ลำห้วยขะยุง อำเภอกันทรลักษ์ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.02 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.26 เมตร และ 7) สถานีโทรมาตร M.176 ลำห้วยขะยุง อำเภอกันทรารมย์ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 0.46 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 3.82 เมตร สถานีตรวจวัดระดับน้ำทั้ง 7 แห่ง มีแนวโน้ม ระดับน้ำทรงตัว โดยระดับน้ำยังต่ำกว่าระดับตลิ่งในทุกสถานี

     3. เกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช

        หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ 1) เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร 2) มีพื้นที่เสียหาย 3) อยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ 4) ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่

        อัตราการช่วยเหลือ ข้าว 2,240 บาทต่อไร่ พืชไร่และพืชผัก 3,180 บาทต่อไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่นๆ 6,800 บาทต่อไร่ กรณีไม้ผล ไม้ยืนต้นชะงักการเจริญเติบโต 3,400 บาทต่อไร่ แปลงปลูกดินโคลนทับถม (ไม่เกินครัวเรือนละ 5 ไร่) 16,000 บาทต่อไร่ แมลงเศรษฐกิจ กรณีแมลงตายหรือสูญหาย หรือวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงเสียหาย ไม่เกิน 30 รัง หรือ 30 ตัน หรือ 30 บ่อ ผึ้งโพรง 2,000 บาทต่อรัง ผึ้งชันโรง 1,500 บาทต่อรัง ผึ้งพันธุ์ 2,000 บาทต่อรัง ครั่ง 1,700 บาทต่อตัน จิ้งหรีด 2,000 บาทต่อบ่อ และนาเกลือทะเล (ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่) 3,666 บาทต่อไร่

     4. 3 ขั้นตอน เกษตรกรต้องทำ เมื่อพืชเสียหายจากภัยพิบัติ

         เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร เกษตรกรควรดำเนินการตาม 3 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการ

        1) เช็กทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรควรตรวจสอบว่าได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ Farmbook Application หากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ควรรีบดำเนินการเพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

        2) ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) เมื่อพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ เกษตรกรสามารถยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ (กษ 01) ภายหลังจากหน่วยงานราชการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

       3) ร่วมประชาคมและติดตามผลการช่วยเหลือ เกษตรกรควรติดตามข่าวสารและเข้าร่วมประชาคม เพื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูลความเสียหาย รวมทั้งติดตามรายชื่อผู้ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

        ขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งข้อมูลความเสียหายให้ถูกต้อง      ติดตามประกาศและขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพราะภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมข้อมูลให้พร้อม คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง

     5. ขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 (เวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการให้ความช่วยเหลือ ไม่เกิน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่เกิดภัย)

        ขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือ ขั้นตอนที่ 1 เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว ขั้นตอนที่ 2 เกษตรกรยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. นายกเทศมนตรี ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย ขั้นตอนที่ 3 คณะอนุกรรมการตรวจสอบความเสียหายระดับหมู่บ้าน ตรวจสอบและรับรองความเสียหาย ขั้นตอนที่ 4 นำรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบแล้วไปติดประกาศตามสถานที่ที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 3 วัน

        ขั้นตอนการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ สำนักงานเกษตรอำเภอเสนอคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือตามวงเงินที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสรร (หากไม่เพียงพอ) ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเสนอคณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความช่วยเหลือ (หากไม่เพียงพอ) ให้คณะกรรมการ ก.ช.ภ.จ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ขอใช้เงินทดรองราชการ ในอำนาจ ปลัด กษ.

        เกษตรกรโปรดระวังมิจฉาชีพ ผู้โอนเงินช่วยเหลือ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกรเท่านั้น

     6. ชาวสวนยาง เจอน้ำท่วม อย่าลืมแจ้งสิทธิ์ กยท. มีความช่วยเหลือสำหรับชาวสวนยางประสบอุทกภัย (สวนยางขึ้นทะเบียนกับ กยท. และเข้าเงื่อนไขที่กำหนด) 1) รับเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 3,000 บาท 2) สวนปลูกแทนได้รับความเสียหาย เสียสภาพสวน พิจารณาสนับสนุนการปลูกแทนในส่วนที่เสียหาย ไม่เสียสภาพสวน ช่วยเหลือค่าปลูกซ่อม ค้ำยันตามหลักเกณฑ์ของ กยท. 3) ต้องรีบแจ้งภายใน 30 วัน แจ้งขอรับความช่วยเหลือกับ กยท. ในพื้นที่ที่เกิดภัย ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ประสบภัย หรือวันที่เหตุภัยสิ้นสุดลง 4) ต้องการเงินทุนฟื้นฟูสวน มีเงินทุนกู้ยืม รายละไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ผ่อนชำระคืนไม่เกิน 3 ปี

     7. เตือนเกษตรกร ระวังปุ๋ย–วัตถุอันตรายทางการเกษตร ขายออนไลน์ ราคาถูกผิดปกติ เสี่ยงของไม่ได้มาตรฐาน ขอเตือนเกษตรกรและประชาชน อย่าหลงเชื่อโฆษณาปุ๋ย วัตถุอันตรายทางการเกษตร ฮอร์โมน หรือผลิตภัณฑ์ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีราคาถูกผิดปกติ โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง หรือสินค้าที่ ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีเลขทะเบียน ไม่ระบุผู้ผลิต ผู้นำเข้า ไม่มีข้อมูลสารสำคัญหรือวิธีใช้ชัดเจน

         ก่อนซื้อทุกครั้ง ขอให้ตรวจสอบ ฉลากภาษาไทยและข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน เลขทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า แหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ การใช้ปัจจัยการผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจทำให้เสียเงิน เสียผลผลิต กระทบต่อพืช ผู้ใช้ กระทบต่อผู้บริโภค กระทบความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรไทย เลือกซื้ออย่างรอบคอบ ใช้ด้วยความรู้ ปลอดภัย ได้ผลผลิตคุณภาพ

     8. เตือนภัยการเกษตร โรคใบจุดในผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด

        โรคใบจุด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว และผักกาดเขียว โดยมักพบการระบาดมากในช่วงที่มี ฝนตกชุก ความชื้นสูง และมีน้ำค้าง ลักษณะอาการ เริ่มพบ จุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลหรือดำ บนใบ แผลขยายใหญ่ขึ้น มีลักษณะเป็น วงกลมซ้อนกันคล้ายเป้ายิง บริเวณแผลอาจมีผงสปอร์สีดำหรือเทา เมื่อโรครุนแรง แผลจำนวนมากจะเชื่อมต่อกัน ทำให้ใบเหลือง แห้ง และร่วง หากเกิดกับต้นกล้า อาจทำให้ต้นกล้าอ่อนแอและชะงักการเจริญเติบโต

        สาเหตุและการแพร่ระบาด โรคใบจุดในผักกลุ่มนี้อาจเกิดจากเชื้อราหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มเชื้อรา Alternaria ซึ่งแพร่กระจายได้ทางลม ละอองน้ำ ฝน เครื่องมือ และเศษซากพืชที่เป็นโรค

สภาพอากาศ ชื้นและมีฝนตกต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการงอกและแพร่กระจายของเชื้อ แนวทางป้องกันและควบคุม 1) ใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดและปราศจากโรค 2) หมั่นสำรวจแปลง หากพบใบที่เป็นโรคให้ เก็บออกและทำลายนอกแปลง 3) ไม่ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำซ้ำที่เดิมติดต่อกัน ควรปลูกพืชหมุนเวียน 4) จัดระยะปลูกให้เหมาะสม เพื่อให้อากาศถ่ายเทและลดความชื้นในทรงพุ่ม 5) หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอยหรือการทำให้ใบเปียกเป็นเวลานาน 6) หลังเก็บเกี่ยวควรเก็บและทำลายเศษซากพืช เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อ 7) หากพบการระบาดรุนแรง ควรใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและฉลากผลิตภัณฑ์ โดยสลับกลุ่มสารเพื่อลดความเสี่ยงต่อการดื้อยา

         คำแนะนำสำหรับช่วงฤดูฝน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงผักอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังฝนตก หากพบอาการใบเป็นจุดสีน้ำตาลหรือดำ ควรรีบแยกและทำลายส่วนที่เป็นโรค พร้อมลดความชื้นในแปลง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสียหายต่อผลผลิต

 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตกลง