สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินรายการเกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์ วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569
2 ต.ค. 2569
18
0
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินรายการเกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์ วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569

 

วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 13.30 น. ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดศรีสะเกษ

     นางสาววันลีย์ เจริญวิทย์ธนเดช เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นางสาวณัฐฐิญา สุทธภักดี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศการเกษตร พร้อมด้วย นางสาวเบญญาภา กุลดิถี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ดำเนินรายการเกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารดังนี้

     1. วิธีดูแลสัตว์ปีกให้ปลอดภัยจากอุทกภัย 1) ยกระดับพื้นที่เลี้ยง ปรับพื้นคอกให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมและทำทางระบายน้ำรอบคอกเพื่อให้น้ำไหลออกสะดวก 2) ป้องกันน้ำเข้าคอก ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของหลังคา ผนัง และรอยรั่วต่างๆ พร้อมปิดกั้นทางน้ำไหนเข้าคอก 3) จัดเตรียมอาหารและน้ำสะอาด เก็บอาหารในที่สูงและแห้งเตรียมสำรองไว้เพียงพอ 4) ดูแลสุขภาพสัตว์ปีก ลดความเครียด ให้ความอบอุ่นและสังเกตอาการผิดปกติ หากพบสัตว์ปีกป่วย ควรแยกและติดต่อสัตวแพทย์ทันที 5) ควบคุมความชื้นและเชื้อโรค ทำความสะอาดคอกเป็นประจำ ระบายน้ำออกจากพื้นที่เลี้ยง และใช้วัสดุรองพื้นแห้งเพื่อลดความชื้น 6) เตรียมแผนรับมือฉุกเฉิน มีช่องทางติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด และติดตามประกาศเตือนภัยจากภาครัฐ 7) หากต้องอพยพสัตว์ปีก ใช้กรงหรือภาชนะที่แข็งแรง ปลอดภัย และมีอากาศถ่ายเทได้ดี เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยจากกระแสน้ำ และ 8) ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังระดับน้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้ทันเวลา

     2. เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ปีกในช่วงฤดูฝน 1) เลี้ยงสัตว์ปีกโดยมีโรงเรือนที่เหมาะสม 2) ทำวัคซีนจากกรมปศุสัตว์อย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน 3) งดเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกไปยังสถานที่ที่มีสัตว์ปีกหนาแน่น 4) กรณีพบสัตว์ปีกป่วยตาย ต้องนำซากไปฝัง ไม่นำมาบริโภค ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อฉีดพ่นบริเวณที่เลี้ยงสัตว์ปีก 5) หากมีสัตว์ปีกตายจำนวนมากไม่ทราบสาเหตุ แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด โดยด่วน

     3. ร่วมใจป้องกัน ASF แนะนำ 5 แนวทางป้องกันสำหรับผู้เลี้ยงหมูรายย่อย 1) งดให้เศษอาหาร ห้ามนำเศษอาหารเหลือทิ้งจากครัวเรือน หรือร้านอาหารมาเลี้ยงหมูโดยเด็ดขาด เพราะเชื้อ ASF ทนทานมากและมักปนเปื้อนมากับเนื้อหมูที่ติดเชื้อ หากจำเป็นต้องใช้ต้องต้มให้เดือดจัดนานอย่างน้อย 30 นาที 2) กั้นคอกหมู ทำรั้วหรือที่กั้นไม่ให้สัตว์อื่น เช่น สุนัข แมว หมู หรือนก เข้าไปในบริเวณคอกหมูเพาะสัตว์เหล่านี้สามารถเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาติดหมูได้ 3) ล้างมือก่อนเข้าคอก 4) ห้ามคนนอกเข้า เพราะเชื้อโรคอาจติดมากับเสื้อผ้าหรือรองเท้า 5) ไม่ซื้อหมูไม่ทราบที่มา และไม่มีประวัติโรคระบาด

     4.  กรมประมงแจ้งเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน ตามแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัย ปี 2569 โดยแบ่งแนวทางปฏิบัติออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้

        1) ระยะก่อนเกิดภัย (เตรียมความพร้อม) วางแผนการเลี้ยง ทยอยจับผลผลิต เสริมความแข็งแรงบ่อ ตรวจ  

        2) ระยะเกิดภัย (ขณะประสบภัย) หยุดให้อาหาร ควบคุมการระบายน้ำ สังเกตอาการ

        3) ระยะหลังเกิดภัย (ฟื้นฟูหลังน้ำลด) ปรับปรุงคุณภาพน้ำ รักษาโรค สำรวจความเสียหาย  

     5. กรมควบคุมโรค เผย 5 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู 1) เข้าใจผิดว่าป้องกันได้ 100% ความจริงคือ ยาไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันหรือวัคซีน ยาทำหน้าที่ลดความเสี่ยง และความรุนแรงของโรค เชื้อยังสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หากสัมผัสเป็นเวลานาน 2) เข้าใจผิดว่าทุกคนที่ลุยน้ำต้องกินยา ความจริงคือ แนะนำเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ต้องแช่น้ำขังนานกว่า 3 ชั่วโมง ประชาชนทั่วไป ที่ลุยน้ำสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องกินยา 3) เข้าใจผิดว่าซื้อยากินเองล่วงหน้าได้ ความจริงคือ การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ทำให้เสี่ยงต่อโรคดื้อยา และอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ เวียนหัว 4) เข้าใจผิดว่ากินตอนไหนก็ได้ ความจริงคือ ต้องกินยาหลังอาหารทันทีพร้อมน้ำเต็มแก้ว และห้ามนอนราบใน 30 นาทีแรก เพื่อป้องกันหลอดอาหารอักเสบ 5) เข้าใจผิดว่ากินยาแล้วลุยน้ำได้ปลอดภัยเต็มที่ ความจริงคือ ยังต้องใส่รองเท้าบูต และล้างตัวให้สะอาดทันที หากมีอาการไข้ ปวดน่อง หรือตาแดง ต้องรีบพบแพทย์ทันที แม้จะกินยาป้องกันแล้วก็ตาม

     6. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง เขื่อนราษีไศล ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนเกษตรกรและประชาชน

ที่สนใจ รับวัชพืชจากบริเวณเขื่อนราษีไศลไปใช้ประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย วัชพืชดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็น ปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน และเพิ่มประโยชน์ด้านการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการใช้วัชพืชให้เกิดประโยชน์และช่วยลดการเผาทำลายวัชพืช ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดปัญหามลพิษทางอากาศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับวัชพืชได้ฟรี ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง (เขื่อนราษีไศล) ติดต่อประสานงาน คุณจิตพล หวังผล โทร. 082-598-5482

     7. หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2569

         โค อายุน้อยกว่า 6 เดือน - อัตราตัวละไม่เกิน 13,000 บาท อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี - อัตราตัวละไม่เกิน 22,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี - อัตราตัวละไม่เกิน 29,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 35,000 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 5 ตัว

         กระบือ อายุน้อยกว่า 6 เดือน - อัตราตัวละไม่เกิน 15,000 บาท อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี - อัตราตัวละไม่เกิน 24,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี - อัตราตัวละไม่เกิน 32,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 39,000 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 5 ตัว

         สุกร อายุ 1–30 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 1,500 บาท อายุมากกว่า 30 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 3,000 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 10 ตัว

         แพะ,แกะ อายุ 1–30 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 1,500 บาท อายุมากกว่า 30 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 3,000 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 10 ตัว

         ไก่พื้นเมือง, ไก่งวง อายุ 1–21 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 30 บาท อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 80 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 300 ตัว

         ไก่ไข่ อายุ 1–21 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 30 บาท อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 100 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 1,000 ตัว

         ไก่เนื้อ อายุ 1–21 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 20 บาท อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 50 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 1,000 ตัว

         เป็ดไข่ อายุ 1–21 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 30 บาท อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 100 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 1,000 ตัว

         เป็ดเนื้อ, เป็ดเทศ อายุ 1–21 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 30 บาท อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 80 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 1,000 ตัว

         นกกระทา อายุ 1–21 วัน - อัตราตัวละไม่เกิน 10 บาท อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป - อัตราตัวละไม่เกิน 30 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 1,000 ตัว

         นกกระจอกเทศ อัตราตัวละไม่เกิน 5,000 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 10 ตัว

         ห่าน อัตราตัวละไม่เกิน 100 บาท ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 300 ตัว

         แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ (กรณีตายหรือเสียหาย ไม่สามารถฟื้นฟูได้) อัตรา 3,180 บาทต่อไร่ ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 30 ไร่

         เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ หรือความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ ได้ที่ 1) สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด 2) สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ 3) ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่

 

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตกลง