นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมสมัชชาเอฟ เอ โอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (FAO Regional Conference for Asia and Pacific) ครั้งที่ 38 โดยมี นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงโรม ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้กล่าวรายงาน (Rapporteur) ของการประชุมฯ ตอกย้ำบทบาทนำของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค พร้อมด้วย ผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม ณ บรูไนดารุสซาราม สำหรับการประชุมสมัชชาเอฟ เอ โอฯ ครั้งที่ 38 จัดขึ้นเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์และการดำเนินงานของประเทศสมาชิก รวมถึงมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อพัฒนาระบบเกษตรและอาหาร (Agrifood Systems) เพื่อส่งเสริมเป้าหมายหลักในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเน้นย้ำความสำคัญของความปลอดภัยอาหาร การบริหารจัดการทรัพยากร การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน โดยมีวาระสำคัญ อาทิ State of Food and Agriculture in Asia and the Pacific region, Strengthening resilience of agri-food systems, Strategic foresight diagnosis of driving trends, scenarios, challenges, and strategic policy options to trigger transformation and From farm to market: Aligning plant health and food safety systems in Asia and the Pacific
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพดิน และอยู่ระหว่างการเร่งรับมือกับความท้าทายด้านความเสื่อมโทรมของดิน อันเป็นผลมาจากการใช้ที่ดินและสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรรายย่อยที่เป็นภาคส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งนำเสนอนโยบายการปฏิรูปที่ดิน การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมอำนาจต่อรองของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรายย่อย การส่งเสริมสุขภาพดินภายใต้โครงการเกษตรสีเขียว (Go Green) และการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะมาใช้ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อาหารแบบ "จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร" เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยมุ่งหวังที่จะสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นผ่านความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อส่งต่อทรัพยากรที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป
นอกจากนี้ สำหรับการลงทุนทางการเกษตรจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพของเกษตรกรการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรและอาหารและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อบริหารจัดการทางการเงิน ในส่วนของประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ การส่งเสริมเครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีโครงการ Thai Rice: Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project ซึ่งมีการให้เงินทุนอุดหนุนและสินเชื่อผ่อนปรนผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 250,000 ราย ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการเงินแบบผสมผสานที่ใช้ทรัพยากรทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยายผลลัพธ์ให้กว้างขวางขึ้น และแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะบูรณาการร่วมกับ เอฟ เอ โอ และพันธมิตรทุกภาคส่วนต่อไปอีกด้วย