วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 13.30 น.
นางสาววันลีย์ เจริญวิทย์ธนเดช เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ มอบหมายให้ นางสาวณัฐฐิญา สุทธภักดี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศการเกษตร พร้อมด้วย นางสาวเบญญาภา กุลดิถี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ดำเนินรายการ “เกษตรและสหกรณ์สัมพันธ์” ประชาสัมพันธ์ข่าวสารดังนี้
1. กรมปศุสัตว์เปิดตัวไข่ “สุพรรณหงส์” ยกระดับมาตรฐานไข่ไก่ไทย ทานดิบได้อย่างปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้รายฟอง
กรมปศุสัตว์ ชูมาตรฐานการรับรอง เปิดตัวเครื่องหมาย “สุพรรณหงส์” ยกระดับความปลอดภัยสินค้าไข่ไก่ไทย ปลอดเชื้อซาลโมเนลลา การันตีคุณภาพสด สะอาด ทานดิบได้อย่างมั่นใจ พร้อมนำเทคโนโลยีการพิมพ์รหัสบนฟองไข่ (Egg Labeling) เชื่อมโยงระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงฟาร์มต้นทางรายฟอง มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยในระดับสากล
โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “สร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหาร” กิจกรรมการสร้างเครื่องหมายการรับรองไข่ไก่ “สุพรรณหงส์” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ เข้าร่วมงานฯ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเส้นทางการผลิตไข่ไก่ปลอดภัย การเสวนาวิชาการ และกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์มุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ได้เปิดตัวเครื่องหมายรับรองไข่ไก่ “สุพรรณหงส์” ถือเป็นการสร้างมาตรฐานการรับรองของ กรมปศุสัตว์สำหรับสินค้าไข่ไก่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจในความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) โดยเข้มงวดการควบคุมและกำจัดเชื้อก่อโรคสำคัญอย่าง ซาลโมเนลลา (Salmonella) ตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ไข่ไก่ที่ได้รับการรับรองตราสุพรรณหงส์ มีคุณภาพ สด สะอาด และได้มาตรฐานความปลอดภัยในระดับที่สามารถบริโภคแบบดิบหรือปรุงสุกน้อยได้
นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีการพิมพ์รหัสลงบนฟองไข่ (Egg Labeling) มาใช้สนับสนุนระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้การรับรองมาตรฐานมีความสมบูรณ์แบบ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลเชื่อมโยงกลับไปยังแหล่งผลิตได้แบบ "รายฟอง" ควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ ต้นน้ำ (ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ โรงฟัก และฟาร์มไก่ไข่มาตรฐาน) กลางน้ำ (ศูนย์รวบรวมและคัดคุณภาพไข่ตามสุขลักษณะ) จนถึง ปลายน้ำ ที่กระจายจำหน่ายผ่านสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรอง “ปศุสัตว์ OK” ทั่วประเทศ
2. “ศพร.”ปฏิบัติการร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง จับสารเร่งเนื้อแดง ก่อนกระทบตลาดโคเนื้อเป็นวงกว้าง พบโคเกี่ยวข้อง 967 ตัว อายัดของกลางรวมกว่า 32 ล้านบาท รวบตัวผู้ขายสารฯ พบเงินหมุนเวียนกว่า 80 ล้าน
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) เปิดเผยภายหลังร่วมแถลงข่าวผลการดำเนินงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง ว่า ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ ศพร. บูรณาการสกัดกั้นขบวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย
โดยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บูรณาการปฏิบัติการสกัดกั้นสารเร่งเนื้อแดง อย่างต่อเนื่องกว่า 8 เดือน ซึ่งตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงทั้งในเนื้อโค ฟาร์มเลี้ยง อาหารสัตว์ จนถึงตลาด พบโคเกี่ยวข้องรวม 967 ตัว อายัดของกลางมูลค่ารวม 32,366,240 บาท จับผู้จำหน่ายสารต้นทาง พบเงินสะพัดกว่า 80 ล้านบาท
สำหรับการสกัดกั้นครั้งนี้ช่วยหยุดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ก่อนโคและเนื้อที่เกี่ยวข้องจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของผู้บริโภคและประชาชน ได้กว่า 125 ตัน ทั้งนี้ ศพร. และเจ้าหน้าที่ยังคงสืบสวนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง เส้นทางการจำหน่าย และเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงถึงตัวการใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป
3. รู้ทันอันตราย "สารเร่งเนื้อแดง" ภัยเงียบใกล้ตัวที่ผู้บริโภคต้องระวัง
"สารเร่งเนื้อแดง" หรือสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ (Beta-agonist) เป็นสารเคมีที่มักถูกลักลอบนำมาผสมในอาหารสัตว์เพื่อให้เนื้อสัตว์มีสีแดงสวยและมีชั้นไขมันน้อย แม้จะดูน่ารับประทาน แต่แท้จริงแล้วสารเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้บริโภค และผู้ที่ลักลอบใช้งานก็มีความผิดทางกฎหมายขั้นรุนแรง
อันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้บริโภค หากเราทานเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายด้าน ดังนี้ กระทบต่อการทำงานของหัวใจ สารชนิดนี้จะกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเต้นผิดปกติ อันตรายคูณสองในกลุ่มผู้ป่วย มีความเสี่ยงและอันตรายสูงมากสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ส่งผลต่อระบบประสาทและร่างกายทั่วไป ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก มือสั่น ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ รู้สึกกระวนกระวาย และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อันตรายต่อสตรีมีครรภ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ที่น่ากลัวที่สุดคือ สารในกลุ่มนี้บางชนิดได้รับการยืนยันว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดเนื้องอกและโรคมะเร็งได้
โทษทางกฎหมายสำหรับผู้ฝ่าฝืน สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ ถือเป็น "สารต้องห้าม" ในการนำมาใช้ผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด หากพบผู้ใดฝ่าฝืน ลักลอบใช้ หรือจำหน่าย จะมีความผิดตามกฎหมาย โดยมีบทลงโทษดังนี้ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท (หรืออาจโดนทั้งจำทั้งปรับ) การเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์
4. การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชฤดูฝน การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้มีประสิทธิภาพ ควรพ่นติดต่อกัน เพื่อให้ละอองกระจายตัวสม่ำเสมอ และผู้พ่นสารไม่ควรเดินผ่านแนวพ่น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพ่นสารเคมี คือ ตอนเช้าและตอนเย็น ปัจจัยที่สำคัญในการใช้สารเคมีให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ ปริมาณสารและปริมาณน้ำที่ใช้ในการพ่นที่ถูกต้อง อัตราการผสมสารเคมีเป็นไปตามคำแนะนำ เพื่อให้สามารถควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าและประหยัดต้นทุน
ก่อนพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องทราบชนิดของศัตรูพืช ต้องอ่านฉลากสารเคมีอย่างละเอียด และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องพ่น หากพบว่าชำรุด ให้ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนส่วนที่ชำรุดทันที สำหรับผู้พ่นต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ แว่นตา หน้ากาก รองเท้าบูทยาง ถุงมือยาง และชุดป้องกันสารเคมี เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีและป้องกันสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย
การปฏิบัติขณะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ผู้พ่นควรอยู่เหนือลม โดยพ่นจากแถวของพืชปลูกที่อยู่ทิศใต้ลมไปเหนือลม ควรพ่นสารเคมีขณะที่อุณหภูมิต่ำ เช่น ในตอนเช้าหรือตอนเย็นก่อนพลบค่ำ ไม่พ่นขณะฝนตก หรือมีแนวโน้มที่ฝนจะตก หากฝนตกหลังจากพ่นสารเคมีภายใน 15 นาที ต้องทำการพ่นสารเคมีใหม่อีกครั้ง การปฏิบัติหลังพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องพ่นในบริเวณห่างไกลจากแหล่งน้ำ หรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ขณะพ่น ต้องแยกซักต่างหากจากเสื้อผ้าอื่น บรรจุภัณฑ์ของสารเคมีที่หมดแล้ว ควรล้าง 3 ครั้ง ก่อนทำลาย โดยฝังกลบให้ห่างจากแหล่งน้ำ มากกว่า 50 เมตร
5. เตือนภัยการเกษตร
โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรกเกิดจุดช้ำบริเวณใต้ใบและด้านบนของใบ บริเวณเดียวกันจะเป็นสีเหลืองกลม ต่อมาขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีคล้ำ ขอบแผลดำ และกลายเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลจนถึงซีดขาว รูปร่างจุดแผลค่อนข้างกลม รอบแผลไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ จำนวนมากกว่า 1 จุด อาจซ้อนกันเป็นแผลขนาดใหญ่ เมื่ออาการรุนแรงเกิดใบเหลืองและร่วง
คำแนะนำการป้องกันกำจัด หลีกเลี่ยง การนำกล้ายางพาราหรือวัสดุปลูกจากแหล่งที่พบการระบาดเข้าพื้นที่ ทำความสะอาดสวนยางพาราอย่างสม่ำเสมอ กำจัดใบยางพาราที่เกิดโรค และกำจัดวัชพืช ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมหรือพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค ใช้ระบบกรีดยาง ตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย บำรุงต้นยางพาราและเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้ต้นยางพารา เช่น การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และใส่ให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของยางพาราตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อกำจัดและควบคุมเชื้อราสาเหตุที่ยังคงมีชีวิตอยู่บนใบยางพาราที่ร่วงหล่นบริเวณพื้น โดยใช้อัตรา เชื้อสด 1 กิโลกรัมต่อไร่ ทุก 3 เดือน การฉีดพ่นสารเคมีกำจัดโรคพืชที่มีประสิทธิภาพตามคำแนะนำของ การยางแห่งประเทศไทย
เตือนผู้ปลูกมันสำปะหลัง ระยะทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือเพลี้ยหอยเกล็ดขาว (Aonidomytilus albus) ตัวเต็มวัยเพศเมียมีแผ่นคล้ายเปลือกหอยแมลงภู่ สีขาวปกคลุมลำตัว รูปร่างยาวรี เมื่อเปิดแผ่นปกคลุมลำตัวขึ้น จึงจะพบตัวเพลี้ยหอยเกล็ดขาวซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก ลำตัวสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองเข้ม ดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณลำต้น ก้านใบ และหลังใบ ทำให้ใบเหลืองและร่วง หากมีเพลี้ยหอยเกล็ดขาวปกคลุมทั้งลำต้น จะทำให้ต้นแห้งตายได้
แนวทางป้องกัน/แก้ไข ก่อนปลูกใช้ท่อนพันธุ์ที่สะอาด ปราศจากเพลี้ยหอยเกล็ดขาว ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ยหอยเกล็ดขาวเข้าทำลาย ให้แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลงนาน 10 นาที (ผึ่งให้แห้งก่อนปลูก) หลังปลูกหมั่นสำรวจการระบาดของเพลี้ยหอยเกล็ดขาว ถ้าพบการระบาด ให้ทำการป้องกันกำจัด ดังนี้ ถอนต้นมันสำปะหลังที่พบเพลี้ยหอยเกล็ดขาว และเก็บไปทำลายนอกแปลง พ่นสารฆ่าแมลง พ่นเฉพาะจุดที่พบเพลี้ยหอยเกล็ดขาวเข้าทำลาย
ระวังด้วงหมัดผัก ในพืชตระกูลกะหล่ำและผักกาด (เช่น คะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม ฯลฯ) สภาพอากาศช่วงนี้ อากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำและผักกาด ในระยะทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือด้วงหมัดผัก
ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนกัดกิน หรือชอนไชเข้าไปกินอยู่บริเวณโคนต้น หรือรากของผัก ทำให้พืชผักเหี่ยวเฉา และไม่เจริญเติบโต ถ้ารากถูกทำลายมากๆ อาจจะทำให้พืชผักตายได้ ตัวเต็มวัยชอบกัดผิวด้านล่างของใบ ทำให้ใบเป็นรูพรุน และอาจกัดกินผิวลำต้น และกลีบดอกด้วย ด้วงหมัดผักชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ตัวเต็มวัยเมื่อถูกกระทบกระเทือนจะกระโดด และสามารถบินได้ไกล
6. ประชาสัมพันธ์กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน
วัตถุประสงค์ของกองทุน
1) เพื่อปลดเปลื้องหนี้สินและไถ่/ไถ่ถอนที่ดินหรือซื้อที่ดินคืน
2) เพื่อซื้อที่นาเช่าตาม พรบ.การเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม
3) เพื่อการประกอบอาชีพ (ลูกหนี้รายเดิม)
ผู้มีสิทธิขอความช่วยเหลือ
1) เป็นเกษตรกร หรือผู้ยากจน หรือเป็นบิดา มารดา หรือคู่สมรส หรือบุตร ของเกษตรกรหรือผู้ยากจน อายุไม่เกิน 60 ปี หากมีอายุเกิน 60 ปี ต้องมีผู้กู้ร่วม
2) มีหนี้สินจากการนำที่ดินไปขายฝาก จำนอง หรือกู้ยืมเงิน
3) มีความประสงค์จะซื้อที่นาเช่าตามสิทธิแห่งกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
4) มีหนี้สินอันเกิดจากเหตุสุจริต จำเป็น และเป็นภาระหนัก
ที่ดินที่จะไถ่ถอนหรือซื้อคืน
1) ต้องเป็นที่ดินของเกษตรกรหรือผู้ยากจน หรือเป็นของบิดา มารดา หรือคู่สมรส หรือบุตร ของเกษตรกร หรือผู้ยากจน
2) เอกสารสิทธิที่ดินที่สามารถขอความช่วยเหลือ ได้แก่ โฉนด น.ส.4 จ หรือ น.ส.3ก หรือ น.ส.3ข หรือ น.ส.3 เท่านั้น
3) ที่ดินต้องไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรืออยู่ในเขตสงวนหวงห้ามของทางราชการ
4) ที่ดินต้องไม่มีข้อจำกัดเรื่องการห้ามโอนเกิน 5 ปี
5) กรณีสูญเสียสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วเนื่องจากการขายฝาก หรือจำนอง หรือกู้เงิน ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่สูญเสียสิทธิหรือกรรมสิทธิ์นั้น กรณีเกินกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ผู้กู้ยืมต้องยังคงทำประโยชน์ ในที่ดินดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ประเภทเจ้าหนี้
1) เจ้าหนี้นอกระบบ หรือเจ้าหนี้ที่เป็นบุคคลทั่วไป
2) เจ้าหนี้นิติบุคคล ได้แก่ ธนาคารต่างๆ สหกรณ์ บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ประกอบธุรกิจ
การให้กู้ยืม ซึ่งต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ชำระหนี้
จำนวนเงินที่ให้ความช่วยเหลือ
1) กู้เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน หรือซื้อที่ดินคืน หรือซื้อที่นาเช่า ไม่เกิน 2,500,000 บาท
2) กู้เพื่อประกอบอาชีพไม่เกิน 100,000 บาท และเมื่อรวมกับข้อ 1) แล้ว ต้องไม่เกิน 2,500,000 บาท
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่ ศาลากลางชั้น 4 อำเภอเมืองศรีสะเกษ เบอร์โทร 045-612925 ติดต่อได้ในวันและเวลาราชกา