ปลัดเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียน ปี 2569 เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมคุณภาพทั่วถึง
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีผู้แทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ว่า ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการฯ โดยเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ เนื่องจากมีความพร้อม ด้านบุคลากรและโครงสร้างการทำงานในระดับพื้นที่ สามารถกำกับติดตามการดำเนินงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่กระทบต่อหลักการของโครงการ และยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาภาคสหกรณ์ให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการ ครอบคลุม การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การคัดเลือกผู้ประกอบการ การจัดสรรพื้นที่จำหน่าย และการบริหารงบประมาณ โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนประกาศใช้จริง
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหานมกล่องยูเอชทีค้างสต็อก ซึ่งเกิดจากผลผลิตน้ำนมดิบเกินความต้องการ โดยชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางประการเพื่อช่วยหมุนเวียนสต็อกและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ควบคู่กับการหาแนวทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสำรวจปริมาณนมคงค้างทั่วประเทศภายใน 15 วัน เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแนวทางบริหารจัดการร่วมกัน โดยคำนึงถึงกลไกตลาด มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงพิจารณามาตรการตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีการปรับเงื่อนไขอายุการเก็บรักษา
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า การบริหารงบประมาณ และการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณค่าทางโภชนาการของนม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และให้โครงการฯ เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ตลอดจน ความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยในระยะยาว