ปลัดเกษตรฯ “รพีภัทร์” ผสานพลังโรงสี ลุย Big Data ฐานข้อมูลเดียว ปลดล็อกราคาข้าว บูรณาการ “ฟางข้าวทำไฟฟ้า” แก้ PM 2.5 ตรงจุด
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายรังสรรค์ สบายเมือง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย นายมนัส กิจประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย นายวิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 123 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการปฏิรูปอุตสาหกรรมข้าวไทยแบบครบวงจรตามนโยบาย Quick Win ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติงานเชิงรุก ยกระดับจากการช่วยเหลือระยะสั้น ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและรายได้ที่มั่นคงระยะยาวให้แก่เกษตรกร ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการผสานความร่วมมือระหว่างเกษตรกร โรงสี และภาครัฐอย่างใกล้ชิด
ในด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการตลาด ที่ประชุมเห็นพ้องเร่งจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Single Data Set) บูรณาการข้อมูลร่วมกับ GISTDA และแอปพลิเคชัน FarmBook พร้อมปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรแจ้งพันธุ์ข้าวตามความเป็นจริง เพื่อให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลแม่นยำในการวางแผนช่วยเหลือได้ตรงจุด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับข้อเสนอเพื่อนำไปประสานความร่วมมือกับสหกรณ์ทั่วประเทศ ในการเปิดพื้นที่ลานตากและตลาดกลาง ให้โรงสีหลายรายสามารถเข้าร่วมรับซื้อข้าวได้อย่างเสรีเพื่อเกิดการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยง MOU โดยตรงระหว่างสมาคมโรงสีข้าวกับศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มราคารับซื้อข้าวคุณภาพให้แก่เกษตรกรสมาชิกอีก 300 บาทต่อตัน
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้ขานรับข้อเสนอ 13 ข้อของสมาคมโรงสีข้าวไทย โดยเฉพาะการแก้ปัญหา PM 2.5 ด้วยการเตรียมประสานกระทรวงพลังงานสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อฟางข้าวจากเกษตรกรเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงการเร่งสำรองเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ล็อตแรกไม่น้อยกว่า 10 ตัน และทบทวนมาตรฐานข้าวพื้นนุ่มร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเปิดทางให้โรงสีและผู้ส่งออกแยกเกรดข้าวเจาะตลาดพรีเมียมได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นที่ปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนแปลงนำร่อง “Sandbox นาแปลงใหญ่ไร้คันนา 100 ไร่” ในเขตชลประทาน ร่วมกับเอกชนผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Service Providers) นำพันธุ์ข้าวศักยภาพสูง กข 113 และ กข 85 มาปลูกในรอบพฤศจิกายนนี้ ตั้งเป้าดันผลผลิตพุ่งสูงถึง 1.5 ตันต่อไร่ เพื่อพิสูจน์ตัวเลขต้นทุนและกำไรที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลต่อเนื่องทุก 3 เดือน
การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ยึดมั่นภายใต้วิสัยทัศน์ “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง” โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การใช้ Big Data วางแผนเพาะปลูก การสร้างกลไกตลาดกลางสหกรณ์เพื่อความเป็นธรรมด้านราคา ไปจนถึงการเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรเป็นพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมเดินหน้าการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนผลงาน Quick Win ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทยได้อย่างแท้จริง